วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อมีร โดคู อูมารอฟ อดีดผู้นำแห่งมูญาฮิดีน เชเชน(เชชเนีย)ผู้ล่วงลับ



อมีร โดคู อูมารอฟ อดีดผู้นำแห่งมูญาฮิดีน เชเชน(เชชเนีย)ผู้ล่วงลับ

โดคู อูมารอฟ เกิด เมื่อ 13 เมษายน 1964 ในหมู่บ้าน เครสเซนนอฟ ในพื้นที่ ของ จ.ชาตอย ในภาคใต้ของ สาธารณรัฐเชชเนีย ท่านเกิดในชนบทเล้กๆที่มีแต่ความอบอุ่นจากครอบครัวชาวมุสลิมในด้าน การศึกษานั้น ท่านโดคู อูมารอฟ จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของสถาบันที่ทำเกี่ยว น้ำมัน ใน กรอซนีย์ เชสเนีย

การมีส่วนร่วม ของท่านโดคู อูมารอฟ ในสงคราม เชเชน
ในเดือนธันวาคม ปี 1994 โดคู อูมารอฟ ท่านไช้ชีวิตอยู่ที่มอสโคว์ ท่านเห็นว่า นี่คือหน้าที่ของท่าน ในการที่จะทำหน้าที่ของ มูญาฮิดีนเพื่อกลับไปที่ เชชเนีย และเข้าร่วมในการต่อสู้ ในระหว่างท่านได้เข้าร่วมในครั้งนั้น ท่านได้ควบคุม กองกำลัง มูญาฮิดีน และได้ทำการสู้รบในขณะนั้น และท่านได้นำกองกำลัง มูญาฮิดีน เข้าทำการต่อสู้กับ กองกำลังหน่วยรบพิเศสของ รัซเซียที่มีชื่อว่า กองกำลังแห่งหมาป่า ซึ่งในครั้งนั้นท่านได้ทำหน้าที่ อย่างกล้าหาญ และได้รับรางวัล แห่งความกล้าหาญ ในการทำหน้าที่รบ ระหว่างปี 1994-1996

การต่อสุ้ของท่านนั้น ก็โดดเด่นไม่แพ้มูญาฮิดีน ท่านอื่นๆ ซึ่งการต่อสู้ของท่านในครั้งนั้น ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของ รัฐบาล เชเชน ในระหว่างปี 1997 โดยการแต่งตั้งจาก ท่าน ประธานาธิบดี อัสลาน มาสคานอฟ 

ปี 1999 ท่าน โดคู อูมารอฟ ได้ทำหน้าที่ในการ เป็นผู้บัญชาการของ กองกำลังทหารและนักรบ มูญาฮิดีน ในระดับภูมิภาคและนำกำลัง มูญาฮิดีนต่อสู้กับ พวกรัซเซีย ด้วยความแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม

ในช่วงฤดูหนาว ของปี 2000 โดคู อูมารอฟ ต่อสู้กับกองกำลัง ของรัซเซีย และได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัศที่ใบหน้า ในการปิดล้อมเมืองกรอสนี่ ตามที่ หน่วยสืบราชการลับ จอร์เจีย รายงานการบาดเจ็บของท่านในครั้งนั้นว่า โดคู อูมารอฟยังคง มี แผลเป็น บริเวณขากรรไกรล่าง แต่ในครั้งนั้น ท่านไม่ได้ปริปาก ในความเจ็บปวด คราวนั้นเลย

โดคู อูมารอฟ เป็นอีกท่านหนึ่งที่รัศเซียพยายาม ทำลายท่านด้วยความตายในหลายต่อหลายครั้ง แต่มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือ และเป็นเพียง ข้ออ้างของทหารรัซเซียเท่านั้น ในเดือนมกราคม 2005 มีข่าวลือว่า โดคู อูมารอฟ ถูกฆ่าตาย ในการต่อสู้กับ หน่วยคอมมานโด รัสเซีย ใกล้ชายแดน จอร์เจีย แต่ข่าวดังกล่าวถูหปฏิเสฐโดย นักรบ มูญาฮิดีน เชเชน และ พวกเขาได้ยืนยันว่า ท่าน อูมารอฟ ยังคงมีชีวิตอยู่ และมันก็คือความจริงที่ท่าน ยังคง มีชีวิตอยู่ กับเหล่านักรบ มูญาฮิดีน แห่งเชสเนีย

ในเดือนเมษายน ปี 2005 โดคู อูมารอฟ และกองกำลัง มูญาฮิดีน ได้เข้าทำการต่อสุ้กับ คอมมานโดของ รัสเซีย 7 ชั่วโมงในการต่อสู้ ของท่าน ในกรอสนี่ ซึ่ง ในครั้งนั้น นักรบ มูญาฮิดีน หลายท่านได้ เป็น ชาฮีด ซึ่งในครั้งนั้นท่าน ก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ คอมาโด ของรัศเซียก็ ได้รับความสูญเสียในครั้งนั้นมากเช่นกัน
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2005 โดคู อูมารอฟ และเหล่า ทหาร มูญาฮิดีน ได้ทำการต่อสุ้อย่างดุเดือดอีกครั้งกับ เหล่าทหาร รัสเซีย ซึ่งในครั้งนั้นมีรายงานข่าวว่า ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัษ ที่ขาของท่าน แต่ความจริงแล้ว ในครั้งนั้น โดคู อูมารอฟ บาดเจ็บเพียงเล้กน้อย และสามารถ นำกองกำลัง มูญาฮิดีน โจมตีทหาร รัสเซีย และได้รับชัย ในครั้งนั้น ด้วยความ ปิติยินดี ของเหล่ามูญาฮิดีน

โดคู อูมารอฟ ได้กล่าวว่า การ ญิฮาด เพื่อปกป้องชาวมุสลิมในเชสเนียเป็นสิ่งจำเป็น ท่านยังกล่าวอีกว่า แม้พวกเราจะต้องสูญเสียผู้บังคับบัญชาที่กล้าแกร่่ง อย่าง ท่าน นายพล มาซาเยฟ และ นายพล ค๊อตฏีฮบ นั้น ก็ไช่ว่าพวกเจาจะหยุดในการ ญิฮาด และการ ญิฮาดจะต้องดำเนินต่อไป ตราบจนอธรรม อย่าง รัศเซีย หรือ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล ยังคงดำเนินการ ในการ เข่นฆ่าชาวมุสลิมอยู่นั้น ตราบนั้น การญิฮาดจะต้องดำเนินต่อไป แบบไม่มีวันสิ้นสุด ข้าพเจ้าขอฝากไปยังชาติ มหาอำนาจทั้งหลายให้ประจักษ์ ถึงความกล้าหาญของเหล่านักรบ มูญาฮิดีน ทหารของอัลลอฮ ในการขับไล่ ผู้รุกราน"""

23 พฤศจิกายน 2006 เมื่อ มีรายงาน กองกำลังทหารของรัสเซีย ได้ทำการปิดล้อม กองกำลังของท่าน โดคู อูมารอฟ และเหล่า มูญาฮิดีน แห่งคอเคซัส ซึ่งตั้งค่ยอยู่ในป่าไกล้กับหมู่บ้าน ยานดีด ติดกับชายแดน รัสเซีย ซึ่งในการปิดล้อมของรัสเซียในครั้งนั้น พวกเขาได้ไช้ เฮลิค็อบเตอร์ และรถถัง และระดมยิงปืนใหญ่ ไส่กองกำลัง มูญาฮิดีน ของ อูมารอฟ แต่ท่านและเหล่านักรบ มูญาฮิดีนก็สามารถ สู้และหลุดรอดจากการปิดล้อมในครั้งนั้นมาได้ ซึ่งมีข่าวรายงานว่า โดคู อูมารอฟ ได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง แต่ท่านก็สามารถ ฟันฝ่า ความเจ็บปวด และนำกองกำลัง มูญาฮิดีน ฝ่าวงล้อมของทหาร รัสเซียออกมาได้ อย่างน่าอัศจรรณ์

และ นเดือนตุลาคม 2007 ที่ รัฐบาล เชเชน ภายไต้การควบคุมของรัสเซีย รวมทั้งอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และชาติอื่นๆได้ประกาศว่า ท่าน โดคู อูมารอฟ และเหล่า มูญาฮิดีน เป็นกลุ่มก่อการร้าย สร้างความบั่นทอนให้กับภูมิภาค ทั้งๆที่ท่านรบ เพื่อ เชเชน มาโดยตลอด แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แม้ว่าจะมีคำประกาสออกมาแบบนี้ ก็ไม่ทำให้การต่อสุ้ของนักรบ มูญาฮิดีน ในเชเชน ลดน้อยลง แต่มันกลับเป็นแรงกระตุ้นให้ ท่าน โดคู อูมารอฟ และเหล่า มูญาฮิดีน ทำการ สู้รบ ในดินแดนนั้นต่อไป และจะไม่มีวันหยุดลง เพราะเขาคือ ยอดนักรบแห่ง คอเคซัส ขนานแท้ 
 
อมีร โดคู อูมารอฟ ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮ เมื่อ วัน 7 กันยายน ปี 2013 จากการ สู้รบกับคอมมานโด รัสเซีย
ขอพระองค์อัลลอฮ โปรดทรงประทานแสงสว่างในกูโบร์ให้ ท่าน อมีร โดคู อูมารอฟ ด้วยเถิด...อามีน
 
Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง)
 
 
 
 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ยอดมุญาฮิดีน สมองเพชร แห่ง เชเชน(เชสเนีย)



ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ยอดมุญาฮิดีน สมองเพชร แห่ง เชเชน(เชสเนีย)

ในสมรภูมิรบ แห่ง เชสเนีย ความเก่งกาจ ต่างๆ นั้นนอกจากนักรบคนสำคัญๆที่เราเคยนำมากล่าวถึงหลายต่อหลายท่าน ซึ่ง ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ก็เป็นอีกหนึ่งท่านที่แม้ ชีวประวัติจะไม่โชคโชนสักเท่าใด แต่เรื่องของการวางแผนท่านนี้ก็ไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน

ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ เกิด เมื่อ กันยายน 1952 ซึ่งท่านก็เป็นอีกท่านที่เกิดในชนบท ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ในวัยเด็กของท่าน ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ท่านเป็นดังสมองของ ขบวนการแห่งชาติ ชาวเชเชน เป็นอีกท่าน ที่ทำหน้าที่เป็น ผู้ช่วยวางแผนในเรื่องการ เคลื่อนไหวของญิฮาด ใน เชเชน ท่านเป็นคนที่หนักแน่น ในคำสั่ง แม้บันทึกประวัติศาสตร์เรื่องรวแห่งการ ญิฮาดของท่าน จะไม่เหมือนท่านอื่นๆ แต่ท่านก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ต้านทานชั้นดีอีกท่าน ที่มีต่อพวกรัสเซีย

ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ในความเป็นจริงแล้ว ท่าน เป็นที่รู้จักกัน ในหมู่ วงการวรรณกรรม เป็น กวีและนักเขียน ท่านเป็นนักปฏิวัติ แห่งเชเชน ที่สามารถ ปฏิวัติตนเองจาก คนที่เป็นเพียงนักกวี ไปสู่ นักการเมืองระดับ อาวุโศ จนกระทั่งเป็น มูญาฮิดีน ท่าน ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ท่านได้เรียนและศึกษาภาษา อาหรับ จากชาวอาหรับคนหนึ่งใน เชสเนีย ซึ่งท่านเองได้กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ไม่ได้ศึกษา ภาษาอาหรับ มาตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ ท่าน ยัง เรียกร้องให้ ประเทศอาหรับ และ อิสลามอื่นๆ จัดส่งบุคลากรณ์ เพื่อ ให้มาสอนในด้านศาสนาอิสลาม กับชาวเชสเนีย และพี่น้องประชาชน ชาว คอเคซัส ซึ่งท่านได้สร้างโรงเรียที่สอนทางด้าน วิทยาศาสตร์ อิสลาม และภาษา อาหรับ ให้กับเยาวชนชาวเชเชน ได้ศึกษากัน

ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ เป็นอีกท่านที่ เป็น ผู้รับผิดชอบในการ เป็นผู้นำของ ญิฮาด เชเชนหลังจากการตายของประธานาธิบดี คน ก่อน อย่าง ประธานาธิบดี ดูดาเยฟ วันที่ 21/4/1996 ท่านได้ให้สัญญา ว่าจะจงรักภักดีต่อ สภาผู้นำ ชาวเชเชน และเช่นเดียวกัน ใน วันที่ 24/4/1996 ท่านถูกแต่งตั้งให้เป็น ผู้เจรจาเกี่ยวกับเรื่อง พิพาด ระหว่าง ชาเชเชน กับ พวกรัสเซีย ซึ่ง ซึ่งท่านได้ตระหนักดีว่า ถึงความสำคัญของ ชาวเชเชน ถึงกับสาบานว่า ท่าน จะ ต่อสู้ต่อไป จนกว่าจะ ประสบความสำเร็จ และเพื่อความเป็นอิสระ ของชาว เชชเนีย ซึ่งใน27 พฤษภาคม 1996 ประธานาธิบดี บอริส เยลซิน ของรัสเซีย ได้เสนอที่จะให้มีการเจรจา เรื่องข้อพิพาด ระหว่าง รัสเซีย กับ ชาว เชเชน ซึ่งท่านเอง ก็ตอบโต้ และไม่ยอมที่จะเสียเปรียบพวกรัสเซีย โดย กดดันให้พวก รัสเซียภายไต้การนำ ของ ประธานาธิบดี บอริสเยลซิน ยอมลงนาม บรรลุข้อตกลงเรื่องดินแดน กับชาว เชสเนีย

ในปลายปี 1996 ซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ ท่านได้เสนอ บทบัญญัติ ของ กฎหมายอิสลาม ให้เป็นที่ถูกต้องตามกฏหมาย ในการตัดสินเรื่องราวต่างๆของศาล เชสเนีย ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีความพยายาม ในการที่จะสร้าง สังคมอิสลาม ใน เชสเนีย ให้แข้งแกร่ง โดยความต้องการของท่านนั้นคือ ท่านต้องการ ผลักดันหลักสูตร ภาษาอาหรับแด่ บรรดา เยาวชนให้มีการเรียนการสอนเกิดขึ้น ในทุกๆโรงเรียนของ เชชเนีย ไม่เพียงเฉพาะ ชาวมุสลิม แต่หากรวมถึงชาว เชเชน ต่างศาสนิก อีกด้วย โดยท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า""ผม ผม ปฏิเสธที่จะ ที่จะไช้ ระบอบการปกครองแบบ พวก ตะวันตก แม้กระทั่งเรื่องของการศึกษาของ เยาวชน ชาว เชเชน ผมอยากจะให้ ประชาชน ในทุกศาสนาที่เป็นชาว เชเชน ได้เรียนรู้และได้อยู่ภายไต้การ ปกครอง ในระบบ อิสลาม ซึ่งพวกเขา สามารถ ไช้สิทธิต่างๆของพลเรือน ได้เต็มที่ภายไต้ระบอบ และการศึกษา แบบอิสลาม พวกเขาจะได้รุ้ถึงคุณค่าของ ศาสนาอิสลาม""

ท่านยังเป็นผุ้ที่อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จของการ ญิฮาด ของ ชาวเชเชน และ มูญาฮิดีน โดยเบื้องหลังแห่งความสำเร็จ ของ ประธานาธิบดี อัสลาน มัสคาดอฟ ที่มีชัยชนะเหนือคู่แข่ง ก็ล้วนมาจาก ความเฉียบคมของท่านนั่นเอง และยังเป็นนักวางแผนที่เฉียบคม ในการ ญิฮาดของ ชาวเชเชน อีกด้วย

วันศุกร์ที่13 กุมภาพันธ์ ปี 2004 ท่านได้เสียชีวิต ที่ประเทศการ์ต้า ซึ่งมีคนพยามลอบสังหารท่านด้านหลังซึ่ง ในช่วงนั้นท่านได้ไปไช้ชีวิตที่การ์ต้า ซึ่งท่าน ถูกส่งไปโดยรัฐบาลเชชเนีย ซึ่ง ในขณะนั้นอยู่ในสภาวะสงคราม จึงจำเป็นต้องส่งท่านไป อยู่ที่การ์ต้า และรักษาการเป็นรองประธานาธิบดี และช่วยวางแผนในการรบ ให้กับ มูญาฮิดีน ในเชสเนีย ซึ่ง ท่านก็ได้เสียชีวิตลงที่นัั่น ซึ่งสื่อต่างๆพยายามบอกว่า การเสียชีวิตของท่าน ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับ สงคราม ในเชชเนีย ซึ่ง ทุกสิ่งและการตายและความเป็นจริงของท่านนั้น อัลลอฮเท่านั้นย่อมรู้....ขอพระองค์อัลลอฮโปรดประธานแสงสว่างให้กูโบร์ท่านด้วย...อามีน
 
 
แปลและเรียบเรียงโดย Arlee Khan Jundullah

อิหม่าม ชามีล ตำนานนักรบเชเชน




อิหม่าม ชามีล ตำนานนักรบเชเชน

ประวัติศาสตร์ที่จารึกเรื่องราวของผู้กล้าจากหลายต่อหลายที่ของโลก อิหม่าม ชามีล คือหนึ่งในนั้นเช่นกัน น้อยคนที่จะรุ้จัก ท่านผู้นี้ ซึ่งท่านถือว่าเป็นนักต้านทานตัวยง ในสมัยยุคอดีดตกาล ยอดนักรบ ยอดนักบริหาร ยอด นักสู้ ยอดนัก ต้านทานอธรรม อิหม่าม ชามีลคือหนึ่งในนั้น

อิหม่าม ชามีล เกิด ปี 1797 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า หมู่บ้าน เกมรี่ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือประเทศเชชเน...ียนั่นเอง ท่านเติบโตมา ในวัยเด็กซึ่งท่านเองเป็นเด็กชายที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่ วัยเยาแล้ว มันสมองอันปราดเปรื่อง อิหม่าม ชามีล คือยอดนักการศาสนา และนักการเมืองนักบริหาร อย่างแท้จริง อิหม่าม ชามีล ได้ศึกษา ในแนวทางศาสนาอิสลาม มีความสามารถในด้านภาษา ต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาษาอาหรับ หรือภาษา เปอร์เซีย ในบรรดายอดนักสุ้ของ เชเชน ต้องจารึกชื่อท่านไว้ ในเรื่องกิติศัพย์ ในการนำ มุสลิม ในภาคเหนือ ของ คอร์เคซัส หรือ เชเชเนีย ทำการต่อต้าน ชาว รัสเซีย เป็นจำนวน มากมายหลายครั้ง อิหม่ามชามีล คือนักรบที่แข็งแกร่ง ในตาสีฟ้า และผิวพันธ์ที่ขาวผ่อง กับมันสมองที่เป็นเลิศ ทุกๆด้าน

ปี 1834 อิหม่าม ชามีล ได้นำทหาร มูญาฮิดีน เชเชน ในสมัยอดีด ทำการต่อต้านชาวรัสเซีย ที่พยามบุกเข้ามา ในคอร์เคซัส ความแข็งแกร่งของท่าน ท่านได้รับฉายา จาก ประชาชน ในสมัยนั้นว่า"สิงโตภูเขาแห่ง คอเคซัส"การต่อสู้ต้านทานชาวรัสเซีย ของชาว เชเชนนั้น มีตั้งแต่อดีดแล้ว อิหม่าม ชามิล คือนักรบตัวยง ในการรบด้วยดาบ และการวางแผนอันเหนือชั้น ที่มีต่อศัตรูการทำให้ศัตรู แตกพ่าย การซุ่มโจมตี กลยุทธที่ เหนือชั้น ของท่าน สามารถยับยั้ง ข้าศึกได้แบบ พลิกความคาดหมายเลย ก็ว่าได้
ก่อนการรบ เมื่อ ปี 1828 อิหม่าม ชามิล ได้เคยเดินทางไปยัง นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอารเบีย เพื่อเข้าพบ กับเจ้าชาย อับดุล กอดีร์ ซึ่งท่านได้ไปขอรับคำปรึกษา จาก เจ้าชาย อับดุล กอดีร์ ในเรื่องของการต้านทาน การรุกรานของ จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งเป็นอีก จักรวรรดิ ในประวัติศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้ จักรวรรดิ เปอร์เซีย ซึ่ง ในการ ต่อต้าน จักรวรรดิรัสเซีย ในอดีด เมื่อ ปี 1834 นั้นถือได้ว่า ครั้งนั้น อิหม่าม ชามีล ได้ไช้ บรรดานักรบ ต่างๆจากชนเผ่าอื่นๆในแถบนั้น ไช้วิถีการ ซุ่มโจมตีในแบบกองโจร เพื่อทำการสกัดทัพของ รัสเซีย ให้แตกเป็นทัพเล้กทัพน้อย หมายความว่า ท่านไช้วิถีการ ทำให้กองทัพรัสเซีย จากกองทัพใหญ่ แตกพ่ายเป็นกองทัพเล็กๆ ซึ่งมันสมองของท่านนั้น เฉียบคมทุกๆการวางแผน เด็ดขาด ในทุกการกระทำ อิหม่าม ชามิล ได้ไช้กลยุทธที่เหนือชั้น ชนิดที่ว่า เหนือความคาดหมายสยบกองทัพใหญ่ๆให้ปราชัยไปในที่สุด

ในด้านการปกครองของท่านนั้น อิหม่าม ชามีลได้ยึดการไช้ระบอบ อิสลามหรือระบอบ คอลีฟะฮ์ มีการไช้กฏหมายชารีอัตที่เคร่งครัด คนร่ำรวย ต้องส่ง ซากาต ให้คนยากจน และ ในระบบการพัฒนาประเทศนั้น ท่านได้ให้ความสำคัญกับ การทำการเกษตร และ แนะนำ ในเรื่องการทำการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพให้บรรดาประชาชน ได้รับรู้และเข้าใจและสามารถปฏบัติได้อย่างแท้จริง

การต้านทานกองทัพของ จักรวรรดิรัสเซีย ตั้งแต่ ปี 1834 เป็นต้นมานั้น ตลอดระยะเวลาการต้านทาน และต่อสู้นับแต่ปี 1834-1859 การันตีในความแข้งแกร่งของท่าน ได้ กลยุทธ์ โจมตีในหุบเขา กลยุทธ์ โจมตีแบบรวดเร็ว การไช้ กับดัก แสดงให้เห็นถึงมันสมองอันชาญฉลาดของท่านเป็นอย่างดี เฉพาะการต่อสุ้แบบโจมตี ในแบบกองโจร ย่อยๆนั้นกองกำลังท่านสามารถ สังหารข้าศึกได้ถึง 10000 คน ในการไช้วิถีการแบบกองโจร จากการต้านทานและการต่อสุ้ในเวลาที่ยาวนาน เมื่อถึงเวลาที่อ่อนแอ ท่านถูกจับโดย จักรวรรดิรัสเซีย ในปี 1859 ท่านถูกส่งไปยัง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อทำการไต่สวน โดย กษัตร์ รัสเซีย การเนรเทศ ไปยัง กาลูกา ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ชาญกรุง มอสโคว์ การต้องไช้ชีวิต ในการถูกควบคุม นั้น อิหม่าม ชามิล ไม่เคยมีความหวาดหวั่นเลย มนหัวใจ ตลอดระยะเวลาที่มีอยุ่นั้น อุดมการณ์ของท่านไม่เคยเปลี่ยน หัวใจยังคงเรียกร้องแสงว่างแห่ง ความเสรีภาพ และการได้กลับไปยัง มาตุภูมิ การเคยเป็นนักต่อต้าน จักรวรรดิรัสเซีย ความเก่งกาจในการต่อสุ้แบบกองโจร การวางแผน และ มันสองเพชร ทุกๆสิ่งนั้นยังคงอยุ่ในความทรงจำของ ชาวเชเชนเป็นอย่างดี ในฐานะ วีรบุรุษยอดนักรบ แห่ง คอร์เคซัส

ปี 1869 แสงสว่างและความเมตตาแห่งอัลลอฮ ก็กลับมาหาท่าน ท่านได้รัอิสรภาพจากการถูกกับ จากการเนรเทศ การได้ขอเดินทางกลับบ้านคือสิ่งที่ท่านต้องการ ท่านได้กลับไปยังบ้านเกิด ท่านก็ทราบดีว่า คอร์เคซัส เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความหวังของท่าน ในบั้นปลายคือการได้เดินทางไป ประกอบพิธีฮัจตลอดระยะเวลาเดินทางไปทำฮัจ ท่านได้ผ่านยังดินแดนต่าง และผ่านไปยัง ฮิสตั้นบูล ซึ่งในยุคนั้นคือ จักรวรรดิออดโตมาน ซึ่งจนในที่สุดการเดินทางก็ได้พาท่าน อิหม่าม ชามีล ไปถึง นคร มักกะฮ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์ แล้วนั้น ท่านก็ได้จบชีวิตลง ที่นคร มาดินะฮ์ ประเทศ ซาอุดีอาราเบีย ซึ่งในขณะนั้นคือ จักรวรรดิออดโตมาน เส้นทางแห่งความกล้าหาญได้สิ้นสุดลง ซึ่งท่านจากไปเมื่อ มีนาคม 1871 ขณะที่ท่านไช้วีวิต ในวัยชรา อยุ่ ในมาดินะฮ์ ซึ่งในวันที่ท่านจากไปท่านมีอายุได้ 73 ปี มัยยัดของท่านได้ฝังอยุ่ที่ กูโบร์ บาคีร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสุสานที่สำคัญอีกแห่งของประเทศ ซาอุดีอารเบีย ซึ่ง การจากไปของท่านและตัวอย่างของท่านนั้น ได้สร้าง วีรบุรุษแห่งอิสลาม ขึ้นมา ในเชชเนีย แบบ ไม่มีวันหมดสิ้น จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ในการไปทำฮัจญ์นั้นมักจะมีชาวมุสลิมในที่ต่างๆไปเยี่ยมกูโบร์ท่านอย่างมากมาย
ขออัลลอฮโปรดทรงประทานแสงสว่างให็กูโบร์ของท่าน อิหม่าม ชามิล ด้วยเถิด...อามีน


เเปลเเละเรียบเรียงโดย Arlee Khan Jundullah

ซุลต่าน ลาปู ลาปู ยอดผู้พิทักษ์ปฐมบทแห่งอิสลาม ในฟิลิปปินส์



ซุลต่าน ลาปู ลาปู ยอดผู้พิทักษ์ปฐมบทแห่งอิสลาม ในฟิลิปปินส์

กล่าวถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ของฟิลิปปินส์แล้ว ยากที่จะรู้ว่า ในความเป็นจริง วีรบรุษอิสลามนั้น ก็เคยทำการต่อสู้เพื่อปป้องดินแดนแห่งนี้จากนักล่าอนานิคมเช่นกัน น้อยคนที่จะรู้จักท่านผู้นี้ ซุลต่าน ชาวมุสลิมผุ้แข็งแกร่ง นาม ลาปู ลาปู ยอดนักรบ วีรบรุษแห่งอิสลามอีกท่านใน ทวีปเอเชีย

ชาวอาหรับ และชาวมุสลิม เป็นที่รู้จักกัน มาตั้งแต่ สมัยโบร...าณใน หมู่เกาะฟิลิปปินส์ ศาสนาอิสลาม ได้รับการ แพร่กระจายโดย พ่อค้าชาวอาหรับ และบรรดา นักเผยแพร่ศาสนา ตั้งแต่เกาะสุมาตตรา จนกระทั่งถึง ฟิลิปปินส์ ราว ปี 1380 ซึ่ง ก่อน การมาถึงของศาสนาอิสลาม ชาวสเปนได้เข้ามาในดินแดนแห่งนี้มาก่อน กว่า 7,000 เกาะ นับตั้งแต่สุมาตตราจนกระทั่งถึงฟิลิปปินส์ ล้วนอยุ่ในการควบคุมของชาวสเปน ใน ปี1521 ชาวสเปน ที่นำโดย เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน ได้เข้ามาสร้างความสัมพันธ์ กับชาวตากาล็อก และ พวกสเปน ยังมีความคิดที่จะย้ายชาวสเปนบางส่วน มายึดครองเกาะที่มีชื่อว่า" เมดทัน ไอซ์แลนด์"โดยเกาะดังกล่าวมีสุลต่าน มุสลิมที่มีนามว่า ลาปุ ลาปู

การต่อสู้ระหว่างชาวสเปนกับ สุลต่าน ลาปู ลาปู นั้น ชาวสเปนได้ไช้อาวุธที่ทันสมัย ในการต่อสุ้กับกองกำลังของ สุลต่านท่านนี้ เมื่อกองทัพของสเปนยกพลขึ้นมาบนเกาะแห่งนี้นั้น พวกเขาได้ทำการทำลาย บ้านเรือนและเผากระท่อมของชาวบ้านในเกาะนี้ ประชาชน ในเกาะแห่งนี้ ต่างมีความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับชาวสเปน แม้ว่าจะต้องสุ้กับอาวุธที่ทันสมัยกว่าก็ตาม เมื่อ ดวงอาทิตย์อยู่ใน ช่วงกลางของ ท้องฟ้า.. เรือของ มาเจลลัน ได้เข้ามาไกล้เกาะแห่งหนึ่งของชาวมุสลิม ใน ปี 1521 .ชาวเกาะ " เมดทัน ไอซ์แลนด์"ประกาศความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะสุ้กับ ชาวสเปน ซึ่งพวกเขาอยู่ภายไต้การรวมตัวจากการนำของชายผู้หนึ่ง ที่มีนามว่า ลาปู ลาปู ซึ่งชาวบ้านและประชาชน ต่างมีความพร้อมในการ ต่อสู้กับผู้รุกราน ในขณะที่ชาวสเปน จะเข้ามาและบุกขึ้นมาบนเกาะนั้น สุลต่าน ลาปู ลาปู ได้ไช้ อาวุธที่คิดค้นเอง ยิงไส่เรือของชาวสเปน ขณะนั้นเช่นกัน ชาวสเปนก็จะไช้ให้กำลังพล ลงเรือเล็กและหมายที่จะ พายเข้ามาในเกาะเพื่อต่อสุ้กับชาวมุสลิม

ลาปู ลาปู และนักรบของท่านต่างยิงลูกศรและธนูไส่พวกสเปน ซึ่งพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความแข้งแกร่งและความไม่หวาดกลังแม้ว่า ในยุคนั้น สเปน จะเป็นหนึ่งในนักล่าอนานิคมก็ตามแต่ เมื่อทหารสเปน ต้องโดนโจมตีจากชาวเกาะอย่างรอบด้าน เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน ผู้นำกองรบสเปนสามารถขึ้นมาบนเกาะได้ภายไต้การดูแลของเหล่าทหารสเปน แต่เขาก็กลับโดนเหล่าชาวบ้าน ซึ่งในขณะนั้นต้องการที่จะฉีกร่างของ ขุนศึกชาว สเปนนายนี้ให้สิ้นซากไปต่อหน้าต่อตา การต่อสู้ระหว่าง ชาวสเปน กับนักรบของเกาะ เมดทัน ไอซ์แลนด์ เป็นไปอย่าง ดุเดือดเลือดพล่าน ชาวสเปน ประเมิน ชาวมุสลิมในเกาะแห่งนี้ต่ำไป พวกเขาไม่เคยทราบและไม่อยากเชื่อในสายตาของตนมาก่อน เลยว่า ชาวมุสลิม ในเกาะแห่งนี้ช่าวกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง ทหารของสเปน ที่ไส่เสื้อเกราะ และหมวกเหล็กต้องสุ้กับนักรบที่มีสภาพ ที่พวกเขาไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใดๆเลย พวกเขาไช้ดาบไช้ ไม้ไผ่ เหล่าให้แหลมและต่อสุ้กับชาวสเปน พวกเขาไช้กับดักในการต่อสู้และยุทธวิธีของพวกเขาในแบบฉบับของพวกเขา ซึ่งมันไช้ได้ดีกับการต่อสุ้กับทหารสเปน ซึ่ง พวกสเปนเมื่อเจอเช่นนี้ถึงกับเสียขวัญเป็นอย่างมากในการต่อสุ้ที่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะยากลำบากเช่นนี้

เช่นเดียวกัน การเผชิญหน้าระหว่าง เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน กับ ชายหนุ่ม ที่มีนามว่า ลาปู ลาปู มาเจลสัน ในชุดของเขาที่ไส่เสื้อเกราะ และหมวกเหล็ก ต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่มีชุดเกราะป้องกันอย่าง ชายหนุ่มผู้นี้ พวกเขาตกลงกันว่าให้ผู้นำของพวกเขาดวล กันตัวต่อต่อ ทั้งสองต่อสุ้กันแบบ ดุเดือด ลาปู ลาปู ก็ไม่เป็นรองเช่นกัน เขาต่อสุ้กับ มาเจลสัน ด้วยความรวดเร็วและแข็งแกร่ง ลาปู ลาปุ ได้ไช้ความสามารถในการไช้หอกต่อสุ้กับ มาเจลสัน จนกระทั่ง นายกองชาวสเปน เกิดพลาดท่า แต่บาดแผลไม่ลึกมาก เขายังคงต่อสุ้กันต่อไป จนกระทั่ง มาเจลสัน หมดเรียวแรง และโดน ฟาดฟัย จนเลือดโทรมกาย ผู้คนต่างร้องประกาศก้องกันเสียงดังสนั่นว่า ลาปู ลาปู ชนะแล้ว ซึ่งท่านสามารถ ปลิดชีพ นายกองชาวสเปนผุ้นี้ได้สำเร็จ จนในที่สุด พวกสเปน แตกพ่ายไม่เป็นท่า พวกเขารีบหนีขึ้นเรือเล้กและนำศพของ มาเจลสันกลับไปยังเรือ ซึ่งพวกเขาเองได้ตระหนักถึงความแข้งแกร่งของชาวมุสลิม ในเกาะโดยเฉพาะความรวดเร็วของนักรบ ที่มีนามว่า ลาปู ลาปู สุลต่านผู้หนุ่มแน่นแห่ง เกาะ เมดทัน ไอซ์แลนด์" ประเทศฟิลิปปินส์

ลาปู ลาปู ท่านคือสุดยอดวีรบรุษย์ของชาติและของชาวฟิลิปินส์อย่างแท้จริง เรื่องราวและวีรกรรมของท่านยังคงกล่าวถึงเสมอมา สำหรับฮีโร่ของชาว ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว มุสลิม ท่านเป็น ฮีโร่ผู้ถูกยอมรับว่าเป็นผู้กล้าหาญที่สามารถ ต้านทานลัทธิล่าอนานิคมได้ และสามารถสังหาร ขุนพลสเปนได้สำเร็จ ท่านคือสุดยอดนักรบโบราณ อย่างแท้จริง และความกล้าหาญของ นักรบ ที่มีนามว่า ลาปู ลาปู ยังคงเป็นวีรบุรุษที่ถูกกล่าวขานตั้งแต่วันนั้นในอดีด จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน


เเปลเเละเรียบเรียงโดย Arlee Khan Jundullah

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เชค อาบูมูซาบ อับดุลวาฏ็อด อามีรสูญสุดของอัล-กออิดะฮ์ เเห่งแอลจีเรีย

 
 
 


เชค อาบูมูซาบ อับดุลวาฏ็อด
ชื่อจริง: Abu Musab Abdul Malik Droukdel
อามีรสูญสุดของอัล-กออิดะฮ์ เเห่งแอลจีเรีย
Al-Qaeda fie Maghrib Islam (AQIM)

เชค อาบูมูซาบ อับดุลวาฎ็อด เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 1970 ในเมือง Meftah แอลจีเรีย ท่านได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านของคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Blida ก่อนที่จะเข้ารวมเป็นมุจาฮีดีนในปี 1996
ช่วงสงครามการรุกรานอัฟกานีสถาน ท่านได้เดินทางเข้ารวมทำสงครามญีฮาดขับใล่การรุกรานของกองทัพเเดงโซเวียต เเละได้เป็นผู้บัญชาการคนสำคัญในช่วงเวลานั้น
ในขณะที่ท่านต่อสู่อยู่ในอัฟกานิสถาน ท่านได้มีโอกาสรู้จักเเละรวมงานกับผู้ก่อตั้งกลุ่ม อัล-กออิดะฮ์ อิรัก (จุดกำเนิด รัฐอิสลาม) เชค อาบูมูซาบ อัล-ซัรกอวีย์ (ร.ฮ) ที่ซาย์ฮิดจากการโจมตีโดยอเมรีกา เมื่อปี 2006
หลังการเสียชีวิต (ซาย์ฮิด) ของเชค ซัรกอวีย์ ท่านทราบข่าวเเละเสียใจกับการจากไปของผู้นำคนสำคัญใน อิรัค เเละได้ปล่อยคลิปวิดีโอ ผ่านอินเทอร์เน็ตโดยที่กล่าวว่า: "..โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและมุรตัดดีนทั้งหลาย ความสุขที่พวกเจ้าสามารถสังหาร ซัรกอวีย์ มันจะเป็นเพียงเเค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่พวกเจ้าต้องพบกับความเจ็บปวดร้องไห้เสียใจเป็นเวลานาน ... เพราะเราทุกคนคือซัรกอวีย์"

ช่วงปี 1996 สินสุดสงครามอัฟกานิสถาน
ท่านกลับไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย และเข้าร่วมกับ GSPC
จนได้รับการแต่งตั้งผู้นำในภูมิภาค menjadai อยู่เป็นเวลาหลายปีก่อนที่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอามีรสูงสุดของ GSPC ในปี 2004 หลังจากการเสียชีวิตของผู้นำคนก่อน Syeikh Nabil Sahraoui เมื่อปี 2004
สงครามญีฮาดในทวีปเเอฟริกา GSPC ภายใต้การนำของเชค อาบูมูชาบ อับดุลวาฎ็อด ท่านเริ่มดำเนินงานจากระดับท้องถิ่นเเละได้ขยายไปทั่วทวีปโดยไม่ จำกัดขอบเขต จนถูกพิจารณาโดยประชาคมโลกจัดขึ้นบัญชีเป็น "กลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ" เพราะเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของต่างประเทศในทวีปแอฟริกา เเละเดือนกันยายน ปี 2006 GSPC ประกาสสลายเข้าร่วมกับ องค์กรญิฮาดระดับโลก และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น อัล-กออิดะฮ์ เเห่งเเอลจีเรีย Al-Qaeda fie Maghrib Islam (AQIM) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2007

->>>>>>>>>>>
การดำเนินงานของอัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรีย ภายใต้การนำของท่านได้ทำการโจมตีที่ร้ายแรงอย่างต่อเนื่องในประเทศเเอลจีเรีย
- เมื่อตุลาคม ปี 2006 อัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรีย ได้ทำการโจมตีครั้งร้ายเเรงที่สุด ด้วยหน่วยพลีชีพในสถาณีตำรวจเเห่งชาติเขตชานเมือง Dergana-Réghaïa
- วันที่ 10 ธันวาคม 2006 โจมตีขบวนรถทหารต่างชาติในเมือง เเอลเจียร์ ทางด้านตะวันออกของเเอลจีเรีย
- วันที่ 3 มีนาคม ปี 2007 อัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรีย ทำการโจมตีเอกราชธุของ รัฐเซีเรีย
- วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2007 เจ็ดการโจมตี ด้วยระเบิดรถยนต์ทำลายระบบรักษาความปลอดภัยใน Boumerdes-Tizi-Ouzou
- วันที่ 11 เมษายน 2007 ท่านเชค อาบูมูซาบ ยังรับผิดชอบในการวางระเบิดสถานที่ราชการและสำนักงานตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรมแอลจีเรีย การโจมตีเหล่านี้ส่งผล ให้มีผู้เสียชีวิต 33 คน และบาดเจ็บกว่า 245 คน
เเละนอกจากนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ปี 2007 อัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรียยังอ้างความรับผิดชอบ สำหรับการโจมตีสำนักงานสหประชาชาติและอาคารศาลรัฐธรรมนูญในแอลเจียร์ ทำให้สมาชิกคณะกรรมการเสียชีวิตหลายราย นอกเหนือจากการโจมตีต่อผลประโยชน์ของต่างประเทศและรัฐบาล อัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรีย ยังมีการจับกุมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและทหารสหรัฐหลายคนในช่วงปี 2008, 2009,

ในหลักสูตรของอัล-กออิดะฮ์ เเห่งเเอลจีเรีย ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นตามที่คาดหวังไว้ เนื่องจากเกิดความขัดเเย้งภายใน เมื่อปี 2012 เเกนนำหลายคนที่ได้แยกตัวเองออกจากเชค อาบูมูซาบ อับดุลวาฎ็อด เพื่อสร้างกลุ่มเเละเเต่งตั้งผู้นำคนใหม่ Mokhtar Belmokhtar แม้ว่าอัล-กออิดะฮ์ เเห่งเเอลจีเรียจะแยกกับ Belmokhtar เเต่ในเชิงควาามสำพันธ์ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับองค์กรญิฮาด อัล-กออิดะฮ์ศูนย์กลาง
เเม้สมาชิกบางคนของอัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรีย ได้แยกตัวเองจากสกัดของเชค อาบูมูซาบ อับดุลวาฏ็อด แต่สหรัฐยังเชื่อว่านี่คือกลุ่ม ที่เป็นภัยคุกคามมากที่สุดต่อกองทัพสหรัฐเเละผลประโยชน์ตะวันตก เพราะยังมีนักรบอัล-กออิดะฮ์อีกหลายพันคน ที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในทวีป เเอฟริกา ของประเทศ Maghribil, Mali, Aljazair, Niger, Mauritani, Libya, Tunisia dan Maroko.
เมื่อเดือน มีนาคม ปี 2012 รัฐบาลเเอลจีเรีย ได้ปล่อยข่าวว่าเชค อาบูมูซาบ อับดุลวาฎ็อด ถูกจับกุมเเละตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ต่อมาเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี 2014 ท่านปรากฏตัวขึ้นในคลิปวิดีโอพร้อมระกาสว่า " Jama’ah Humat Ad-Dakwah As-Salafiyah" ได้เข้ารวมกับอัล-กออิดะฮ์ เเอลจีเรีย Al-Qaeda fie Maghribil Islam (AQIM) "
การปรากฏตัวในวิดีโอเมื่อ กรากฎาคม ปี 2014 ได้เเสดงให้เห็นว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ เเต่ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในหูบเขาทางภาคเหนือ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย พร้อมยังคงฝึกอบรมเหล่านักรบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สมาชิกทุกคน ที่จะแพร่กระจายไปทั่วทวีปแอฟริกาตะวันตกและภาคกลาง เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐกล่าวว่า อัล-กออิดะฮ์ เเห่งเเอลจีเรีย เป็นกลุ่มที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดและมีประสิทธภาพมากในการโจมตี จากกลุ่มญีฮาดที่เคลื่อนไหวอยู่ในทวีปเเอฟริกา เช่น มุจาฮีดีนโบโก ฮาราม เเห่งไนจีเรีย เเละมุจาฮีดีน อัล-ชาบัต เเห่งโซมาเลีย ..

->>>>>>>>>>>
ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงโปรดปรามประทาน ความง่ายดายในการดำเนินงานของท่าน เเละทรงค้มครองท่านเชค อาบูมูซาบด้วย อามีน
เเปล-เรียบเรียงโดย; Mizee Mizu

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ประธานาธิบดี อัสลาน มัสคาดอฟ แห่งเชเชน

 
 


ประธานาธิบดี อัสลาน มัสคาดอฟ แห่งเชเชน ยอดผู้นำ มูญาฮิดีน ที่โลกไม่ลืม

อัสลาน‬ มัสคาดอฟ เกิดปี 1951 เรียกร้องความสนใจ โดยที่ที่ บิดา ซึ่ง บิดา และมารดา ท่านได้ให้กำเนิดท่าน ในหมู่บ้าน ซูบาร์ ในจังหวัด นัดเชอน่า สาธารณรัฐ เชชเนีย ในครอบครัว ที่อบอุ่น ในวัยเด็กท่านต้องต่อสุ้กับความยากจน และความ ที่จะต้องดิ้นรนจากการเป็นอิสระ จากความเหลื่อมล้ำของสังคมในยุคนั้น

อัสลาน มัสคาดอฟ จบการศึกษาจาก จอร์เจีย ในปี 1972 และจากนั้น ท่านได้เข้าร่วมกับสถาบัน ทางทหารในเมือง เลนินกราด และได้จบการศึกษาอีกครั้งที่สถาบันการทหาร ระดับเกียรตินิยม ในปี 1981 หลังจากนั้นท่านได้มาทำงาน อยุ่ ในฮังการี่ ในตำแหน่งของผู้บัญชาการทางทหาร ในสัยนั้น ของโซเวียด และเป็นที่ยอมรับ ในหมุ่เพื่อนฝูงของท่าน ในเรื่องของความฉลาดและปราถเปรื่อง

ในปี 1993 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียดท่านอัสลาน มัสคาดอฟ ท่านได้รับตำแหน่ง ประธานฝ่ายพลเรือน ของสาธารณรัฐ เชชเนีย และ มีนาคม 1994 ท่านก็ได้ได้รับแต่งตั้ง เป็นประธานเสนาธิการร่วม กองทัพ แห่งสาธารณรัฐ เชเชน และเดือนธันวาคม 1994 ถึงเดือนมกราคม 1995 ท่านได้รับตำแหน่งให้รับผิดชอบและป้องกันทำเนียบประธานาธิบดี ในเมือง กรอซนีย์

หลังจากที่ รัศเซีย บุกเข้ามาไช้กำลังทางทหาร ในเชสเนีย ท่านก็เป็นผู้นำที่อาสาที่จะดับความทะเยอทะยาน ของพวกรัซเซีย เดือนสิงหาคม ปี 1996 ท่านได้ออกคำสั่งให้ มีการโจมตีตอบโต้ทหาร รัสเซีย ในกรอสนี่ เพื่อที่จะแสดงให้ทั้งโลกรู้ว่าท่าน และชาเชน ไม่เคยมีความหวดกลัวกับพวกรัสเซียเลย แม้ว่าจะมีกองกำลังที่ แข็งแกร่งก็ตามแต่ ซึ่งจากการต่อสุ้ของ นักรบ มูญาฮิดีน ในเชเชน และ เหล่า ชาวเชเชนนั้น ได้สร้างความเสียหายไม่ไช่น้อยให้กองทัพรัสเซีย จนในที่สุด ประธานาธิบดี บอริสเยลซิน ขอเจรจาเพื่อให้ความสูญเสียน้อยลง

ซึ่งปรากฏ บ ที่ 31 สิงหาคม 1996 หลังจาก เจรจากับ อเล็กซานเด อร์ เลเดบ, เลขานุการของ คณะมนตรีความมั่นคง รัสเซีย ก่อนหน้านี้ ได้ลงนามใน อัสลาน มัสคาดอฟ ได้ ยื่นข้อเสนอว่า ให้มีการถอนทหารรัสเซีย ออกไปจากเขต แนวรบซะ!โดยที่การเจรจานั้นล้มเหลว พวกรัซเซีย พยายาม ฝืนกฏที่วางเอาไว้ ส่งผลให้มีการ ต่อสุ้กันต่อไป

รัสเซีย พยายามส่งทหารเข้ามาเพื่อทำการสู้รบกับ เชสเนีย พวกรัสเซียได้ส่งหน่วยรบพิเศสที่เก่งที่่สุดเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ และต้องพ่าย ไปกับการต่อสุ้กับ กองกำลัง มูญาฮิดีน ในเชสเนีย ซึ่ง ท่านได้วางแผนต่อสุ้กับพวกรัสเซียและสมารถ หยุดความบ้าของรัสเซียด้วยการ ทำลายเครื่องจักรสงครามทางทหารของรัสเซีย ให้พังพาบแบไม่เป็นท่าน ด้วยแผนที่เฉียบคมของท่าน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 1997 เขาได้รับเลือก ท่าน อัสลาน มัสคาดอฟ ได้รับเลือกให้ดำรงค์ตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ซึ่งท่านเป็นที่ยอมรับจากประชาชน ในความกล้าหาญของท่าน และการสนับสนุน มูญาฮิดีนให้ต่อสุ้กับ รัสเซีย

ในปี 1999 นำ ในสงคราม ญิฮาด กับการ ปรากฏตัวของรัสเซียในครั้งที่สอง โดยท่านเป็นผุ้สนับสนุน ท่านนายพล ชามิล บาซาเยฟ ในการนำ กองกำลัง มูญาฮิดีน แห่ง เชสเนีย เข้าทำการต่อสุ้กับ รัสเซีย นอกจากการจะเป็นผู้นำแล้ว ในสมรภูมิเอง ท่านได้เป็น มูญาฮิดีน ในคราบของประธานาธิบดี ซึ่งท่านรับตำแหน่งเป็นพลแม่นปืน ในการสุ้รบ กับ ทหารรัสเซีย ที่มากระทำการข่มเหง พี่น้องประชาชน ชาวเชสเนีย ซึ่งนอกจากเป็นนักวางแผนและเจรจาแล้ว ท่านยังเป็นนักรบที่กล้าหาญ อีกท่าน เลยก็ว่าได้

โดยที่ท่านได้เคยกลล่าวไว้ว่า"" เราจะขอ ไช้เวลา ชีวิต และทรัพสินของเราไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ เพื่อปลดปล่อย การกดขี่ในประเทศเรา เชสเนีย ยังคงตกเป็นเหยื่อแห่งการรุกราน ซึ่งการ ญิฮาด คือคำตอบเดียวในการที่จะปกป้องพี่น้องชาวเชเชน มันจะอยุ่ใน หัวใจพวกเราเสมอ เพราะ แท้จริง พระเจ้าส่งเรามายับยั้ง ความเลวทรามของพวกรัสเซีย ในการ เข่นฆ่า คนบริสุทธ์ และทำการละเมิด สิทธิของพี่น้อง มุสลิมในเชสเนีย พวกเราชาวเชเชนจะยอมปกปักบ้านของพวกเรา แล้ว เราจะไม่หนีออกจากบ้านของเรา ถ้าตายเราก็จะขอตายที่นี่ ในเชสเนีย ในวิถีแห่งการ ญิฮาด

และท่านได้เคยกล่าวไว้ในปี 2002 โดยท่านได้กล่าวว่า ""เราจะสร้างรัฐอิสลามกันที่นี่ ในเชสเนีย เราจะนำธรรมนูญของอิสลามมาปกครองดินแดนแห่งนี้""นี่คือถ้อยแถลงที่ทรงพลังของท่าน

มีนาคม 2005 อัสลาน มัสคาดอฟ ถูกลอบสังหารโดย กองกำลังพิเศส ของรัสเซีย ซึ่ีงการจากไปของท่าน ท่านได้มอบหมายภาระ การเป็นมูญาฮิดีน และการ ญิฮาด ให้กับ ท่าน โดคู อูมารอฟ ได้ดูแลรักษา การ ญิฮาดให้ดำรงค์ต่อไป ในดินแดนนี้ จนกว่า เชสเนีย จะกลับมาไช้ระบบอิสลาม นี่คือ คำสั่งเสียก่อนการเสียชีวิตของท่าน ....ขอพระองค์อัลลอฮโปรดทรงประธานแสงสว่างให้กูโบร์ของ ท่าน อัสลาน มัสคาดอฟ ด้วยเถิด..อามีน
 
Arlee khan Jundullah(แปลและเรียบเรียง)

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เชค อาบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ อามีรคนล่าสุดของอิมาเราะห์ คอเคซัส

 
 
 
 
 
 



ซาย์ฮิดเชค อาบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์
ชื่อจริง; Mahomed Suleimanov Alievich
อามีรสูงสุดของอิมาเราะห์ คอเคซัส

ก่อนที่ท่านมาเป็นอามีรสูงสุดของอิมาเราะห์ อิสลามมิน คอเคซัส เชคอาบู อุสมาน เป็น qadhi (ผู้พิพากษาชารีอะห์) คอเคซัส และในขณะเดียวกันท่านก็ยังทำหน้าที่เป็นอามีร ในพื้นที่เทือกเขาของ ดาเกสถาน
เชค อบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ เกิดเมื่อปี 1976 ขณะนี้วัย 39 ปี ในเมือง Gimry ดาเกสถาน หลังจากที่เสร็จสิ้นการมอบทุนการศึกษา จากนโยบายการศึกษาอิสลามในดาเกสถาน
ปี 1992 ท่านได้ย้ายไปยังประเทศซีเรีย เพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฟาตาห์ อัล-อิสลาม หลังจากจบการศึกษาในซีเรีย ทางด้านวิทยาศาสตร์เเละกฏหมายชารีอะห์อิสลาม เชค อุสมาน ก็ตัดสินใจที่จะกลับบ้านเกิด เพื่อเผ่ยเเพร่ความรู้ให้กับในสิ่งท่านศึกษามา
ความสามารถในเชิงความรู้ เชค อบูอุสมาน ประสบความสำเร็จเเละได้เป็นที่ยอมรับของคน Gimry ในวัยหนุ่ม ต่อมาท่านปราบดาภิเษกขึ้นเป็น qadhi ของมัสยิดกลาง ในเมือง Gimry ภายในหนึ่งปีชื่อของท่าน เชค อบูอุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ เป็นที่รู้จักกันทั่วดาเกสถาน ในฐานะเป็นนักกฎหมายที่เคร่งศาสนา ผู้คนจากทั่วทุกมุมดาเกสถานแห่กันไปให้ท่าน แก้ปัญหาด้วยกฎหมายผ่านศาลที่นำโดยท่านเสมอ
เมื่อปี 2006 เชค อบูอุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ ได้เข้ารวมกับอิมาเราะห์ คอเคซัส อย่างเป็นทางการ เเละท่านได้รับมอบหมายเป็น qadhi ศาลชารีอะห์อิสลามในเขตพื้นที่ ดาเกสถาน
จากนั้นในปี 2007 อามีรสูงสุดของอิมาเราะห์ คอเคซัสช่วงเวลานั้น ได้เเต่งตั้งท่านเป็นอามีรมุจาฮีดีน คอเคซัส ในเขตเทือกเขา ดาเกสถาน
ในปี 2008 เนื่องจากความกดดันของประชาชน ดาเกสถาน และญาติพี่น้องของท่าน ท่านจึงลงจากเทือกเขาและกลับไปยังบ้านของพวกเขา เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่หัวใจของท่านยังรักในการจีฮาด และปฏิเสธที่จะยอมอ่อนข้อให้เงื่อนไข dhalim เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม คอเคซัส
เเละเมื่อปี 2009 เชค อบูอุสมานได้กลับต่อสู้ เคียงข้างพี่น้องคอเคซัสด้วยอาวุธอีกครั้ง
เชค อบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ ได้รับความมั่นใจต่อประชาชนในการเป็น qadhi สำหรับพี่น้องมุสสิมของอิมาเราะห์ คอเคซัส เเละเป็นที่รู้จักกันอย่างดี เชค อบูอุสมาน เน้นความยุติธรรมโดยใช้มาตรฐานทางกฎหมายชารีอะห์อิสลาม รวมทั้งยังมีประเด็นที่สำคัญ เช่น กรณีของการกรรโชกโดยกลุ่มที่ไม่หวังดีที่ไร้ยางอาย ตัวอย่างที่น่าจดจำมากที่สุด คือคำตัดสินของ เชค อบูอุมาน ให้ในกรณีของการกรรโชกโดย Ibragim Gajidadaev สำหรับผู้ประกอบการในท้องถิ่น
ศาลของรัฐบาลกลางรัสเซีย ได้พยายามที่จะทำให้เสียชื่อเสียงและทำลายความน่าเชื่อถือของ เชค อบูอุสมาน ในหลาย ๆ ครั้ง หนึ่งในนั้นคือข้อกล่าวหาท่านว่า เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม masterminding ผู้นำที่มีชื่อเสียงมากของ "ชาวซูฟีย์" ในดาเกสถาน เขาถูกฆ่าเสียชีวิตใน เดือนสิงหาคม 2012 ด้วยระเบิดพลิชีพที่ดำเนินการโดย Aminat Kurbanova ทางรัฐบาลรัสเซียช่วยโอกาสโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อหวังที่จะจุดประกายความโกรธเเค้นระหว่างผู้ติดตาม "ชาวซูฟีย์" ต่อเชค อบู อุสมาน โฆษณาชวนเชื่อนี้ประสบความสำเร็จ ในหมู่ของประชาชนในอำเภอ Gimry

เชค อาบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ เป็นที่น่าสังเกตว่าท่านไม่ได้เป็นที่ยอมรับเพียงเเค่ในหมู่มุสสิม กองกำลังความมั่นคงเเห่งชาติ และกองทัพทหารรัสเซีย ได้สร้างแรงกดดันซ้ำให้กับประชากร Gimry ในปีที่ผ่านมาเพื่อให้พวกเขาส่งมอบ เชค อบูอุสมาน และลูกน้องของท่านต่อเจ้าหน้าที่รัสเซีย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันต่างๆ พวกเขารู้สึกว่าประชาชน Gimry ยังคงลังเลที่จะเปลี่ยนมอบ เชค อบู อุสมาน กลับกันพวกเขายังคงช่วยในการซ่อนตัวของท่าน

หลังจากการดำเนินการทางทหารรัสเซีย ที่นำไปใช้อย่างต่อเนื่องใน Gimry ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียบ้านของพวกเขา หลังถูกบังคับให้หนีไปยังชนบท ในปฏิบัติการที่เรียกว่า "Vremenny" ซึ่งปฏิบัติการทางทหารรัสเซียครั้งใหญ่ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2014 และเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทั้งหมดของทหารตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (เอฟเอ) ทหารรัสเซียและทหาร "มุรตัดดีน"
ผู้บัญชาการของปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่นี้ ได้รับอนุญาตจงใจขโมยทรัพย์สิน อย่างเห็นได้ชัดที่จะลงโทษชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนจาก mujahiidin ชาวบ้านต้องสูญเสียดินแดนของเขาทั้งหมด และมีสถาบันการศึกษาอิสระจำนวนมากที่พยายามจะฟ้อง ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน แต่ก็ยังคงไม่มีประโยชน์
เมือง Gimry ไม่ได้เป็นเพียงบ้านเกิด ของทั้งสองอิหม่ามที่มีชื่อเสียงของดาเกสถาน อิหม่าม Syamil และบรรพบุรุษของเขา Gazi-Mulla Gimry เเต่ยังเป็นหัวใจของหุบเขา Avaria เพื่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนรอบชุมชนวาร์ในดาเกสถาน ชนเผ่าวาร์ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในดาเกสถาน เหตุผลหลักสำหรับความล้มเหลวของนโยบาย มอสโก รัสเซีย ในภูมิภาคนี้คือการขาดของการดำเนินงานทางด้านจิตใจที่จะกำหนดเป้าหมาย!
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ปี 2015 เว็บไซต์ของอิมาเราะห์ อิสลามมิน คอเคซัส ได้ปล่อยข่าวอย่างเป็นทางการว่าได้เเต่งตั้ง เชค อบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ ขึ้นเป็นอามีรสูงสุดของอิมาเราะห์ คอเคซัส ต่อจาก (ซาย์ฮิดเชค อาบู มูฮำหมัด อัล-ดาคิสตานีย์) หลังจากที่ได้รับ"ซาย์ฮิด" จากการสู้รบกับกองทัพรัสเซียใน ดาเกสถาน เมื่อวันที่ 19-20 เมษายน ที่ผ่านมา

เเละเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ปี 2015 ทางอิมาเราะห์ คอเคซัส ได้มีการยืนยันว่า ท่านเชค อาบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ ได้รับซาย์ฮิด(เสียชีวิต)จากการที่ถูกปิดล้อม ของกองทัพรัสเซียในจังหวัด ดาเคสถาน

->>>>>
ขอพระองค์อัลลอฮ์ทรงโปรดประทาน เเสงสว่างเเด่กูโบร์ของท่าน เชค อบู อุสมาน อัล-คิมรินส์กีย์ เเละทรงตอบรับท่าน อยู่ในหมู่ของชาวซาย์ฮิดด้วยเถิด .. อามีน
เเปล-เรียบเรียงโดย; Mizee Mizu

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มุลลอฮ มูฮัมมัด โอม่า







มุล

ลออ มูฮัมมัด โอม่า คือผู้นำสูงสุดของตาลิบัน มูญาฮิดีน ซึงถือได้ว่าเป็น มูญาฮิดีน ที่แข็งแกร่งที่สุดอีกกลุ่ม  ซึ่งท่านเคยปกครอง ประเทศอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ ปี 1996-2001 ซึ่ง ประวัติของท่าน ในอดีดนั้น หาดูได้ยากมาก ดังนั้นจึงอยากจะเสนอประวัติท่านแบบคร่าวๆ เกี่ยวกับความแข็งแกร่งของท่าน ในอดีดที่ผ่านมา

มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เกิด เมื่อ ปี 1959 ในหมู่บ้านที่ชื่อว่า แฟรบีด ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยุ่ ในจ.กันดาฮาร์ ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศ ปากีสถาน ท่าน มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เป็นคนเชื้อสายปาทาน ที่มาจากตระกูลที่มีประวัติความเป็นมาที่แข็งแกร่งอีกตระกูล ของชนเผ่า ปาทาน ซึ่งเผ่าของท่านและบรรพชนของท่าน ล้วนเป็นนักรบที่เคยปกป้อง ประเทศ อัฟกานิสถานแห่งนี้ โดยที่ท่านเกิดมา ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งบิดา ของท่านนั้นเสียชีวิต ตั้งแต่ท่าน อายุได้เพียง 3 ขวบ เท่านั้น ท่านเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่ยังวัยเยาว์ และชีวิตในวัยเยาว์ของท่าน หลังจากบิดาเสียชีวิต ท่านจึงได้ไปอาศัยกับลุงของท่าน ซึ่งท่านเองก็ได้ศึกษา ศาสนา เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กกับลุงของท่าน ที่มี ชื่อว่า เมาลานา มูฮัมมัด อันวา

เมื่อกองทัพโซเวียดได้เข้ามารุกราน ประเทศ อัฟกานิสถาน ซึ่งในขณะนั้นท่านเองยังศึกษาอยู่ ในสถาบันการศึกษา ในปากีสถาน ซึ่งท่านเองเมื่อเห็นว่าโซเวียดได้เข้ามารุกราน ท่นจึงออกจากโรงเรียน ของท่านแล้วเข้าร่วมต่อสุ้ เป็นหัวหอกของการ ญิฮาด กับโซเวียตเมื่อ อายุของท่านได้เพียง 19 ปี เท่านั้น มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เป็นนักรบ ที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่ ความสูงของท่านนั้นวัดได้ถึง1.98 ซ.ม ท่านเป้นคนที่แข็งแรง และท่านเองก็เป็นคน เป่าประกาศ ด้วยการระดม พลทั้งหมด ของนักศึกษา ทั้งใน ปากีสถานและอัฟกานิสถาน เป็นกองทัพใหญ่ที่สุด และเป็น กลุ่มแรกที่หาญกล้าออกมา ญิฮาด ต่อสุ้กับ พวกโซเวียด ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีกลุ่มใดกล้าออกมาต่อกร พวก โซเวียดเลย ซึ่งท่านและกองทัพ ตาลิบันของท่าน เป็นนักรบ ที่มีความแข็งแกร่ง บวกกับ การต่อสุ้ที่รุนแรงเด็ดขาด ทำให้ท่าน ได้รับความ นิยมชมชอบ เป็นอย่างมาก กับชาวเมืองกันดาฮาร์และเมืองอื่นๆ และท่านเป็นจุดเริ่มต้นและผู้ก่อกำเนิดนักรบ ตาลิบัน ซึ่งเป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง และน่าสพรึงกลัวสำหรับพวก โซเวียด ในขณะนั้น

ซึ่งในขณะที่ทำการนำกองรบของ ตาลิบัน เข้าสุ้และขับไล่สหภาพ โซเวียด ท่านเองนั้นในขณะนั้น ได้ต่อสุ้ด้วยความกล้าหาญ จนกระทั่ง ดวงตาข้างขวาของท่านนั้น บอดลงเนื่องจากการบาดเจ็บในระหว่างการสู้รบกับ พวกโซเวียด ซึ่งจากการสู้รบของท่านนั้น ท่านเองไม่ยอมปริปากถึงความเจ็บปวดอันนั้นของท่านเลย ตลอดระยะเวลาของการสู้รบ อามีรุล มุมีนีน อย่างท่าน มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า ท่านไม่เคยให้สัมพาสใดๆกับสื่อเลย ซึ่งถ้ามีก็น้อยครั้งมาก โดยท่านจะเป็นหัวหอกในการเป็นผุ้นำ ญิฮาด มากกว่า การ ปรากฏตัวกับสื่อสาธารณะชน

ในสมรภูมิญิฮาด กับพวกโซเวียด ในการต่อสุ้ของท่านนั้น ความแ๘้งแกร่งของ ท่านนั้น ท่านต่อสุ้กับพวกโซเวียดจนได้รับบาดเจ็บถึง 3 ครั้งจากการสู้รบที่ดุเดือด กับทหารของกองทัพสหภาพโซเวียด 

ปี 1996 กองกำลัง มูญาฮิดีน ตาลิบันได้ควบคุม พื้นที่ได้มากทางตอนไต้ของอัฟกานิสถาน ภายหลังจาก กองทัพโซเวียด ได้ถอนทหารออกไป จากอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งหลังจากนั้นสงครามกลางเมือง เรื่องการชิงอำนาจจึงเกิดขึ้น

ซึ่งในขณะนั้น มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เห็นว่าสถานการต่างๆของประเทศ เริ่มแตกแยกลงแล้ว และในช่วงเวลานั้นเองท่าน ได้รวบรวมกองกำลังของนักรบ ตาลิบันทั้งหมด เข้าทำการ ปราบปราม พวกที่แข็งข้อและ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ในขณะที่มีสงครามกลางเมือง ในคาบูล ซึ่งขณะนั้นกองทัพที่แข้งแกร่งและมีจำนวนมากที่สุดคือ กองทัพของตาลิบัน

มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า จึงตัดสินใจ ยกกองทัพและ ยุธโทปกรณ์ ทุกๆอย่างที่ยึดได้จากรัสเซีย รวบรวมทุกอย่างและนำกองทัพของตาลิบัน เข้ายึดกรุงคาบูล ได้สำเร็จ เมื่อดือนกันยายน พ.ศ. 1996 หลังจากนั้นท่านได้นำ ชาริอัต อิสลามมาปกครอง ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งท่านเองได้ ปฏิรูบประเทศแห่งนี้ให้มาอยุ่ภายไต้การปกครองแบบอิสลาม ที่ว่า ทุกคน ไม่ว่าจะศาสนาใดๆสามารถ อยุ่ด้วยกันแบบสันติ ภายไต้ ชาริอัตอิสลาม ซึ่งการปกครองของท่านในแบบนี้สร้างความไม่พอใจให้ พวกตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในขณะนั้นท่านเชค อุซามะฮ์ บินลาเด็น ได้อาศัยลี้ภัยอยู่ในอัฟกานิสถาน และจากเหตุการ 11 กันยายน ปี 2001 นั้น รัฐบาล อเมริกันจึง อาศัยจังหวะนี้เป็นข้ออ้างบุกเข้าไป ถล่ม รัฐบาล ตาลิบัน ในเวลานั้นให้แตกพ่าย

ซึ่งท่าน มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า กล่าวว่าจะเป็นหรือตาย เราในฐานะ ชนชาติ ปาทาน เราจะไม่ส่งแขกของเรา อุซามะฮ์ บินลาเด็น ให้ศัตรูเด็ดขาดไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะนี่คือรัฐธรรมนูญของพวกเรา นี่คือคำกล่าวของท่าน ที่ทรงพลังอย่างมาก

และ เมื่อรัฐบาล ตาลิบันหมดอำนาจใน ปี 2001 สหรัฐและนาโต้ก็เริ่มควานหาตัวท่าน และกับปริสนาแห่งการหายตัวไปของท่านยังคงเป็นที่ฉกคิด จนในที่สุด เมื่อ วันที่ 28 เดือน กรกฏาคม ปี 2015 ก็ได้มีข่าวยืนยันถึงการเสียชีวิตของท่าน จากแหล่งข่าวของ ตอลิบันเองหรือแหล่งอื่นๆ
บ้างก็ว่้าท่าน เสียไปกว่า 12 ปี บ้างก็ว่า ไม่กี่ปี 2-3 ปี
หรือ 1 ปี แต่จะเป็นเช่นไรนั้น
วัลลอฮุอาลัม อัลลอฮเท่านั้นที่รู้
 
ขอพระองค์อัลลอฮโปรดทรงประทานแสงสว่างให้กูโบร์ท่าน อมีร มุลลอฮ มูฮัมมัด โอม่า ผู้นำสูงสุดของ ตอลิบันด้วยเถิด...อามีน
 
Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง)

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

‘ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ’ ประวัติศาสตร์มีชีวิต คนต้นคิดตำราอิสลามมลายูปาตานี

 
 
‘ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ’ ประวัติศาสตร์มีชีวิต คนต้นคิดตำราอิสลามมลายูปาตานี

‘ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ’ ผู้บุกเบิกเขียนตำราประวัติศาสตร์อิสลามด้วยภาษามลายู ชีวิตที่อยู่กับการเรียงร้อยถ้อยความเขียนหนังสือ ยกแง่คิดชีวิตบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ตัวอย่างการแก้ไขความขัดแย้งของท่านนะบีมูฮัมหมัด ผู้ที่หวังการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะความสงบสุขคือโอกาสแสดงมารยาท ความคิดและเผยแพร่อิสลาม แต่การเผชิญหน้าด้วยความร...ุนแรง รังแต่จะสร้างศัตรูเป็นระลอกคลื่นไม่มีจุดจบ



คนที่ผ่านการเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงจะคุ้นเคยกับตำราทางด้านประวัติศาสตร์อิสลามที่เขียนด้วยภาษามลายูอักษรยาวีหลายเล่ม แต่จะมีซักกี่คนที่จะรู้ว่า ผู้เขียนตำราเหล่านั้นคือใค
หรือหากเอ่ยชื่อ “ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ” ก็คงไม่รู้จักอยู่ดี ทั้งที่น่าจะนับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในวงการศึกษาประวัติอิสลามในพื้นที่ เพราะตำราหลายเล่ม เขาเป็นคนแรกที่เขียนและเรียบเรียงขึ้นมาด้วยภาษามลายูอักษรยาวีที่ใช้สอนอยู่ในโรงเรียนหลายแห่งในปัจจุบัน
แต่หากเอ่ยชื่อหนังสือหรือตำราเรียนประวัติศาสตร์อิสลามที่เกี่ยวกับการปกครองของอิสลาม บางคนก็อาจจะร้องอ๋อขึ้นมาก็ได้



“ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ” คือนามปากกาของ “นายฮาซัน นิมูฮัมหมัด” โต๊ะอิหม่ามมัสยิดตะลุบัน วัย 70 ปี ที่ใครๆก็ชอบเรียกว่า อุสตาซฮัสซัน นับได้ว่าเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อิสลามผู้ช่ำชองคนหนึ่งของปัตตานี ที่ใช้เวลาร้อยเรียงเรื่องราวประวัติศาสตร์อิสลามผ่านภาษามลายูมากว่าครึ่งค่อนชีวิต หรือกว่า 35 ปีมาแล้ว


พบหน้าต่างบานแรกที่ชวนหลงเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์

อุสตาซฮัสซัน นิมูฮัมหมัดเล่าว่า มีญาติรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งชอบอ่านหนังสือนิยาย จึงได้นั่งอ่านหนังสือนิยายไปกับเขาด้วย เลยทำให้ชอบการอ่านหนังสือไปด้วย
“มีวันหนึ่งเดินเข้าร้านหนังสือ พบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘9 บุคคลสำคัญของโลก’ จึงซื้อมาอ่าน เท่าที่จำได้เป็นหนังสือที่เขียนประวัติของอับราฮัม ลินคอร์น, มุสโสลินี, ฮิตเลอร์, มาดามกูรี, เจมส์ วัตต์ ซึ่งชอบมาก รู้สึกทึ่งกับความวิริยะอุตสาหะของมนุษย์ในการเดินไต่จากจุดเล็กๆ จนกลายเป็นตำนานของโลก นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมชอบประวัติศาสตร์” อุสตาซฮัสซัน กล่าว
หลังจากเรียนจบ ป.7 อุสตาซฮัสซัน ก็มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อสาขาอัดดะอฺวะฮฺวัลอูซูลลุดดีน (การเผยแผ่ศาสนาและหลักการศาสนา) ที่มหาวิทยาลัยอัลอิสลามมิยะห์ กรุงมะดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่เองที่อุสตาซฮัสซันได้พบกับหนังสือประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศาสดาแห่งอิสลาม) และหนังสืออื่นๆ อีกมากมายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อิสลาม กระทั่งจบการศึกษาเมื่อปี 2522 จึงเดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกับหอบหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามจำนวนหนึ่งเท่าที่สามารถซื้อเก็บไว้ได้

บุกเบิกเขียนตำราประวัติศาสตร์อิสลามภาษามลายู

หลังกลับจากต่างประเทศ อุสตาซฮัสซัน ได้เป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์อิสลามที่โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา ทีอ.สายบุรี จ.ปัตตานี เรื่องแรกที่ต้องสอน คือ การปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะห์ แต่กลับไม่มีตำราใช้สอนนักเรียน อุสตาซฮัสซันจึงใช้วิธีเขียนเรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นมาใช้ในการสอน กระทั่งสามารถรวมเล่มเป็นเล่มหนังสือในที่สุด
“ผมตัดสินใจเขียนเพราะตอนนั้นแถวบ้านเราไม่มีหนังสือเรียนประวัติศาสตร์อิสลามที่เขียนด้วยภาษามลายูเลย ก่อนหน้านั้นคงมีแต่หนังสือภาษาอาหรับที่ใช้สอนนักเรียน”
“ช่วงแรกๆ ผมเขียนชี้แจงแต่ละประเด็นอย่างสั้นๆ แล้วค่อยๆเพิ่มเติมข้อมูลรายละเอียดมากขึ้น ภาษาที่ใช้เขียนก็ให้เพียงเพื่อสื่อสารได้เท่านั้น ไม่เน้นความสละสลวย จากนั้นค่อยๆพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น แล้วจึงเริ่มตีพิมพ์เป็นตำรา”
หนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์อิสลามของอุสตาซฮาซัน ไม่ได้เขียนตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แต่เขียนตามจำเป็นที่ต้องใช้สอนในห้องเรียน

ผลงานเด่น 6 เล่ม ตั้งแต่ยุคเริ่มอิสลามจนถึงยุคฟื้นฟู

สำหรับตำราเล่มแรกที่เขียนขั้น คือ การปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะห์ ตามด้วยการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ที่อันดาลุส(สเปน), การปกครองของราชวงศ์อุสมานิยะห์ที่ตุรกี, การปกครองของคุลาฟาอฺอัรรอชิดีน(ศอฮาบะห์ 4 ท่าน), การปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ชาม(ซีเรีย) และขบวนการฟื้นฟูอิสลาม
“ตำราเรียนประวัติศาสตร์ทั้ง 6 เล่มดังกล่าวใช้เวลาในการเขียนเรียบเรียงนาน 5 ปี”
อุสตาซฮัสซัน เปิดเผยว่า ตำราเรียนประวัติศาสตร์อิสลามข้างต้นได้เขียนขึ้นตามหลักสูตรจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จึงทำให้มีโรงเรียนส่วนหนึ่งติดต่อซื้อตำราเรียนดังกล่าวไปใช้สอนด้วย
“ตำราที่ผมเขียนและเรียบเรียงขึ้นนั้น ตีพิมพ์ไป 1,000 เล่ม ใช้เวลาขายประมาณ 3 ปี”
จากการสอบถามข้อมูลจากร้านขายหนังสือและตำราเรียนที่ใช้ในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามก็ได้ข้อมูลว่า ในการสอนวิชาประวัติศาสตร์การปกครองของอิสลามสมัยต่างๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่จะใช้หนังสือของมุซตอฟา อับดุลเราะห์มาน ชาวมาเลเซียมาเป็นตำราสอนนักเรียน
แต่ต่อมาเมื่อมีหนังสือของอุสตาซฮัสซันออกมาวางขาย โรงเรียนหลายแห่งก็หันมาใช้ตำราของอุสตาซฮัสซันสอนเด็ก


เน้นเขียนด้วยอักษรยาวีรูปแบบดั้งเดิม

อุสตาซฮัสซัน บอกว่า หนังสือของเขาจะเขียนด้วยภาษามลายูอักษรยาวีรูปแบบดั้งเดิม เช่น คำว่า “มะฮฺกูตอ” ก็จะใช้ตัวอักษร “มีม” “ฮาอฺ” “กาฟ” “วาว” “ตาอฺ” ตามรูปแบบการเขียนดั้งเดิม (อย่างที่เขียนในกีตาบยาวี)
“ในขณะที่รูปแบบการเขียนสมัยใหม่จะเติมตัวอักษร “อลิฟ” หลังตัวอักษร “ตาอฺ” ทำให้ต้องอ่านว่า “มะฮฺกูตา” ซึ่งการเติมตัวอักษร “อลิฟ” ข้างหลังนั้น เป็นอิทธิพลที่ได้รับจากภาษาอังกฤษนั่นเอง”
“ผมก็แค่อยากเก็บรูปแบบการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของภาษามลายูเอาไว้ เพราะช่วงหลังๆ มีการใช้ตัวอักษรรูมี(โรมัน)อย่างกว้างขวาง ทำให้อิทธิพลของตัวอักษรรูมีไหลเข้ามากระทบกับรูปแบบการเขียนด้วยอักษรยาวีไปด้วย” อุสตาซฮัสซัน กล่าว


ผลงานหนังสือประวัติศาสตร์อิสลามเล่มอื่นๆ
นอกเหนือจากตำราเรียนประวัติศาสตร์ทั้ง 6 เล่มดังกล่าวแล้ว อุสตาซฮัสซันก็ยังเขียนเรียบเรียงหนังสือประวัติศาสตร์เล่มอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ หนังสือประวัติบุคคลสำคัญของมุฮัมหมัด อิบนุกอซิม อัซซะกอฟีย์ (ราชวงศ์อุมัยยะห์), ซอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์(ราชวงศ์อับบาซิยะห์) และมุฮัมหมัด อัลฟาติฮ(ราชวงศ์อุสมานียะห์)
รวมทั้งหนังสือประวัติศาสตร์การปกครองของกลุ่มชนต่างๆ ในอันดาลุส(ประเทศสเปน) คือ กลุ่มอุมัยยะห์ กลุ่มนัซรฺ ที่ฆุรนาฏอฮฺและการปกครองในพื้นที่เล็กๆ ของกลุ่มอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีหนังสือประวัติของอัลอัมบิยาอ ซึ่งเป็นเรื่องราวของบรรดารสูลลุลลอฮ(ศาสนทูต) ตั้งแต่นบี(นะบี)อาดัมจนถึงนบีอีซา (เยซู) และหนังสือประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัด ซึ่งมี 3 เล่ม ได้แก่ นูรุลยากีน (เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์) อัรรอซูล (ความคิด) และฟิกฮุซีรอฮฺ (ศาสนบัญญัติ)
ทุกวันนี้ แม้ว่าตลอดชีวิตการเป็นครูวิชาประวัติศาสตร์อิสลาม อุสตาซฮัสซันได้เป็นครูสอนมาแล้ว 4 แห่ง คือ โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา โรงเรียนสามารถดีวิทยา โรงเรียนบำรุงอิสลาม และโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสน์ และหยุดพักการสอนหนังสือแล้วเนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ก็ไม่หยุดที่จะเขียน เขายังทยอยเขียนเรียบเรียงประวัติศาสตร์อิสลามแง่มุมอื่นๆ และขยายวงให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ


บทเรียนจากประวัติศาสตร์-แง่คิดในการดำเนินชีวิต

อุสตาซฮัสซัน อธิบายประวัติศาสตร์อิสลามคร่าวๆ ว่า ในยุคของท่านนบีมุฮัมหมัด เราสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตอิสลามที่สมบูรณ์ว่าเป็นอย่างไร ทั้งแง่หลักศรัทธา กฎหมาย เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง แต่หลักการการปกครองบางประการที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ในสมัยท่านนบี ก็ได้รับการสานต่ออย่างสมบูรณ์ในยุคสมัยของบรรดาคอลีฟาอฺ ซึ่งนักค้นคว้าหลายท่านกล่าวกันว่า ยุคของคุลาฟาอฺเป็นยุคที่สังคมอิสลามสงบสันติที่สุดแล้
สมัยการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ ศาสนาอิสลามได้เผยแผ่ไปไกลถึงชมพูทวีป เมืองจีน และยุโรปบางส่วน (สเปนและฝรั่งเศส) และเป็นสมัยที่ความรู้วิชาการได้เริ่มเบ่งบาน เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางการแพทย์ การคิดและการทดลองเกี่ยวกับการบิน โดย อบุลกอซิม อับบาส บิน เปอรนาส ก็เกิดขึ้นในสมัยนี้
สมัยการปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะห์ ศาสนาอิสลามได้แผ่กว้างเข้าไปในยุโรปมากขึ้น เช่น เซอร์เบีย ออสเตรีย ฮังการี ในสมัยนี้เองที่มีสงครามครูเสดเกิดขึ้น หลังจากสงครามอันยืดเยื้อยาวนานได้มีการเจรจาสันติ ให้ชาวยุโรปสามารถมาเรียนรู้ในประเทศอิสลามได้
ในช่วงนั้นเองมีนักคิดชาวยุโรปเดินทางมาเรียนภาษาอาหรับ เพื่อแปลหนังสือเกี่ยวกับวิชาการด้านต่างๆ นำข้อมูลกลับไปยังประเทศของตน เกิดการเคลื่อนไหลของความรู้ครั้งใหญ่ กล่าวกันว่า เพียงแค่ข้อมูลที่นำกลับไปเก็บนั้นสามารถเปิดเป็นมหาวิทยาลัยได้
ในตอนท้ายๆของการปกครองของราชวงศ์อุสมานิยะห์ เป็นยุคที่อิสลามเริ่มเดินถอยหลัง เริ่มมีการแยกศาสนากับความรู้ออกจากกัน ทำให้ไม่ได้ใช้พลังอิสลามในการขับเคลื่อนความรู้วิทยาการต่างๆ รวมทั้งวิถีดำเนินชีวิต กระทั่งการปกครองอิสลามล่มสลายไปในที่สุด ประมาณช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
ความล่มสลายของอิสลามนี่เองที่ทำให้เกิดขบวนการฟื้นฟูอิสลามกลุ่มต่างๆ ขึ้น ซึ่งอุสตาซฮัสซันได้เขียนไว้ในตำราเรียนหลายเล่ม ได้แก่ ขบวนการฟื้นฟูอิสลามของกลุ่มมูฮำหมัด อับดุลวะฮฺฮาบ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย, กลุ่มนูรซีย์ ในประเทศตุรกี, กลุ่มหะซัน อัลบันนา ในประเทศอียิปต์, กลุ่มอะบุลอะลา อัลเมาดูดีย์ ในประเทศปากีสถาน และกลุ่มตับลีฆ ในประเทศอินเดีย

แยก‘ศาสนากับสามัญ’ คือความล้มเหลวของการศึกษาอิสลาม

อุสตาซฮัสซัน กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในสังคมของเรามีการแยกวิชาศาสนากับวิชาสามัญออกจากกัน เป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง เพราะในความเป็นจริงอัลกุรอานและการปฏิบัติของท่านนบีมุฮัมหมัดเป็นจุดศูนย์กลางของการแตกแขนงวิทยาการด้านต่างๆ ออกไปอย่างหลากหลาย ดังนั้น ศาสนากับความรู้จึงย่อมเป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เมื่อแยกขาดจากกันก็จะทำให้พลังที่จะเชื่อมโยงถึงกันอย่างแข็งแกร่งนั้น ก็จะเสื่อมสลายไปด้วย
“สมัยก่อนคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์หรือแม่ทัพก็เป็นนักท่องจำอัลกุรอานด้วย แต่ภาพที่เห็นในปัจจุบันคือ คนที่เรียนศาสนาก็จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่เรื่องศาสนา ส่วนคนที่เรียนสายสามัญก็จะเชี่ยวชาญเฉพาะแต่สาขาที่ตัวเองเรียน ไม่ค่อยเชื่อมโยงกลับไปยังศาสนา เหมือนมีกำแพงกั้นระหว่างวิชาศาสนากับวิชาสามัญ”


ยก ‘สัญญาฮุดัยบียะห์’ ตัวอย่างการแก้ไขความขัดแย้

ช่วงหนึ่งในสมัยของท่านนบีมุฮัมหมัด มีการทำสัญญาฮุดัยบียะห์ระหว่างคนมุสลิมในเมืองมะดีนะห์กับชนเผ่ากุร็อยชฺในเมืองมักกะฮฺ เนื่องจากขณะที่ท่านนบีพร้อมคณะกำลังเดินทางไปทำพิธีอุมเราะห์ที่เมืองมักกะฮฺ ก็ถูกกลุ่มชนเผ่ากุร็อยชฺเข้ามาขัดขวาง แม้กลุ่มคนมุสลิมจะมีกำลังต่อสู้ได้แต่ก็ไม่อยากต่อสู้กัน
ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดนองเลือดระหว่างกัน ท่านนบีมุฮัมหมัดจึงยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อของชาวกุร็อยชฺ คือ ข้อแรก ในปีนั้นห้ามชาวมุสลิมเข้าเมืองมักกะฮฺ ข้อที่สอง ให้เข้าเมืองมักกะฮฺได้ในปีถัดไปแต่ไม่เกินสามวันและห้ามพกพาอาวุธ ข้อสุดท้าย หากชาวมักกะฮฺหนีเข้าเมืองมะดีนะห์ เมืองมะดีนะห์ต้องส่งคนๆ นั้นกลับคืนมักกะฮฺ แต่หากมีชาวมะดีนะห์เข้าไปเมืองมักกะฮฺ ทางเมืองมักกะฮฺก็จะไม่ส่งคืนกลับไป
อุสตาซฮัสซัน กล่าวว่า ข้อสัญญาดังกล่าว กลุ่มคนมุสลิมเสียเปรียบกลุ่มชาวกุร็อยชฺ แต่ท่านนบีมุฮัมหมัดก็ยอมรับข้อเสนอข้างต้นไว้ เพราะหวังถึงการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงนั้น จะสร้างศัตรูเป็นระลอกคลื่นไม่มีจุดจบ แต่การยอมกันบ้างในจุดที่ยอมได้ ก็จะทำให้ยังคงพูดคุยกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ กลุ่มคนมุสลิมก็จะมีโอกาสในการแสดงออกถึงมารยาทและความคิดอิสลาม ได้มีโอกาสในการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม อันนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีต่อกันในที่สุด


เข้าใจประวัติศาสตร์อิสลาม-เข้าใจชีวิตที่สันติ

อุสตาซฮัสซัน กล่าวว่า การเรียนรู้และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อิสลาม จะส่งผลให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจและมีกำลังใจที่ดี เพราะการเรียนรู้ประวัติศาสตร์อิสลามเหมือนกับเรียนรู้การดำเนินชีวิตของมนุษย์จากตัวอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์
“เส้นทางประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น ทำให้มองเห็นได้ว่า เมื่อมุสลิมใช้อิสลามเป็นแนวทางดำรงชีวิตก็จะประสบกับความสงบสันติและรุ่งเรือง แต่เมื่อหลุดจากแนวทางอิสลามก็จะกับพบกับความอลหม่านวุ่นวาย ประวัติศาสตร์ทำให้มนุษย์เข้าใจความล้มเหลวและเข้าใจความยิ่งใหญ่”
แต่ขณะเดียวกัน ความภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์อิสลามอย่างแท้จริงนั้น จะเดินควบคู่กับความนอบน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งยโสและอคติต่อผู้อื่น เพราะมุสลิมที่เข้าใจอิสลาม จะตระหนักได้ว่าความยิ่งใหญ่เหล่านั้นมาจากอัลลอฮฺ
“ความนอบน้อมของมนุษย์ต่ออัลลอฮฺจะส่งผลให้เขาเป็นคนอ่อนน้อม ใจกว้างเคารพและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ และดำรงชีวิตอยู่ในขอบข่ายของความสงบสันตินั่นเอง”



บทความโดย; อาจารย์ ซอฟียะห์ ยียูโซ๊ะ
ดูเพิ่มเติม

อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด ผู้บัญชาการตาลิบัน เสือร้ายแห่งแดน คนดุ นักรบผมยาว

 
 
 


อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด ผู้บัญชาการตาลิบัน เสือร้ายแห่งแดน คนดุ นักรบผมยาว

สุดยอดนักรบ ตาลิบัน มูญาฮิดีนนั้น ล้วนมีความเก่งกาจและความสามารถ ที่ต่างกัน แต่ทุกคนที่มาจาก รัฐ วาซีริสถานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งด้วยกันทั้งสิ้น ท่านผู้นี้ก็เช่นกัน อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด คือสุดยอดผู้นำระดับสูงอีกท่าน ที่แข็งแกร่งไม่แพ้ท่านอื่น ผู้ที่เคยสร้างความหวาดกลัวให้ กับ ศัตรู ซึ่งเราจะขอนำประวัติของท่านผู้นี้ ซึ่งหาดูที่ใดไม่ได้อีกแล้ว เกี่ยวกับ ชีวประวัติ ของท่านที่น่าจดจำ

อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด เกิด เมื่อ ปี 1970 ในหมู่บ้าน โดฮ็อค ใน จังหวัด บานู ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในรัฐ วาซีริสถาน ประเทศ ปากีสถาน ซึ่งบ้านเกิดของท่านนั้น เป็นชายแดนที่เชื่อมต่อระหว่าง ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ซึ่งท่านเกิด ในชนเผ่า ปาทาน ที่มีต้นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด ในตอนไต้ของ รัฐวาซีริสถาน ซึ่งชนเผ่าของท่านนั้น เป็นประชากรณ์ที่มีจำนวนมากกว่า 60 เปอร์เซ็น ในภูิมิภาคนี้ ซึ่ง 700 คนของ ประชากรณ์ในหมู่บ้านท่านล้วนเป็นคนที่เข้มแข็งสมกับการเป็นชนชาติ ปาทาน 

การศึกษาของท่านนั้น ท่านเป็นผู้นำที่ไม่ได้มีการศึกษาที่สูงนัก แต่ตัวท่านเองก็ เป็นผู้ที่ฉลาดรอบรู้ แต่ท่านเอง ก็มีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวาน แต่ท่านก็ดำรงชีวิตด้วยความแข็งแกร่ง จนกระทั่ง ท่านสามารถต่อสู้และเอาชนะโรคเบาหวานได้ ซึ่ง อุปนิสัยของท่านนั้นท่านเป็นคนที่ค่อนข้าง มีกริยามารยาท ที่เรียบร้อย พูดจาสุภาพ ซึ่งเคยมี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของ อัลจาซีร่า เคยขึ้นไปขอสัมพาส ท่าน ซึ่ง ผู้สื่อข่าวท่านนั้นได้กล่าวว่า ""บัยตุลลอฮ มาซูด เป็นบุคคลที่ดูแล้วมีพลังอย่างยิ่ง สมแล้วกับที่เป็นผู้นำที่คู่ควรกับการต่อกร กับ มหาอำนาจ ซึ่ง ผมได้ไปพบเขา และเขาเองก็มีกริยามารยาทที่เรียบร้อย และตอบคำถาม ที่ผมถาม ไป แบบเป็นกันเองและตอบทุกคำถาม""

ซุึ่งท่านเริ่มเข้า ร่วมกับตาลิบัน เมื่อ ประมาณ ปี2004 ในฐานะรองผู้บัญชาการ ตาลิบัน มูญาฮิดีน ซึ่งในขณะนั้นเองตำแหน่งผุ้บัญชาการนั้น อยู่ภายไต้การสั่งการของ ท่าน อับดุลลออ มาซุด ซึ่งเป็น ญาติกับท่าน โดย ท่านได้เป็นผุ้ร่วมต่อสุ้และดักซุ่มโจมตี ทหารสหรัฐ และนาโต้ที่ผ่านมายังบริเวณ พรมแดน แห่งนี้ ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้ศัตรูเป็นอย่างยิ่ง ในเวลานั้น และ ภายหลังจากการ เสียชีวิตของ ท่าน อับดุลลอฮ มาซุด ในปลายเดือนกรกฎาคม ปี 2007 จากการต่อสุ้ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งติดกับ แคว้น บาลูจิสถาน ซึ่งเป็นอีกแคว้นหนึ่ง ใน ประเทศ ปากีสถาน ท่านเองก็เข้ารับตำแหน่งผุ้นำระดับสูงของ ตาลิบัน ในคราวนั้นเอง ซึ่งท่านได้รับหน้าที่และ สืบทอดตำแหน่งของผู้นำชั้นสูงของ ตาลิบัน มูญาฮิดีน ในเวลานั้นและทำหน้าที่ด้วยความแข็งแกร่ง ดุจราชสี ในการต่อสุ้กับ กองกำลังสหรัฐ และนาโต้ บริเวรพรมแดน ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน และท่านได้เป็นผู้นำ ในการฝึกนักรบ ตาลิบัน มูญาฮิดีน ซึ่งมีประมาณ กว่า 20 กองพัน ซึ่งท่านได้ควบคุมพื้นที่ฝึกในรัฐ วาซีริสถาน ทั้งตอนไต้ และตอนเหนือ รวมพื้นที่ ประมาณ 2,700 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมี นักรบ มูญาฮิดีน จากหลายต่อหลายประเทศ มารับการฝึกเป็นจำนวน มากกว่า 3000 คน ซึ่งรวมถึงบรรดานักรบ ชั้นนำของ เอเซียกลางอีกด้วย ที่ได้รับการฝึกฝนจาก ท่านและผู้คนในดินแดนแถบนี้

อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด เป็นยอดผุ้บัญชาการตาลิบัน ที่ชนเผ่าปาทาน หลายๆพื้นที่ต่างมีความตลลงและเห็นอกเห็นใจท่าน และสนับสนุนท่าน ในการขึ้นเป็นและดำรงค์ตำแหน่งผู้นำระดับสูงของตาลิบัน ใน ปากีสถาน ซึ่งทำให้ท่านและชนเผ่า ปาทาน เป็นชนเผ่านักรบที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในดินแดนแห่งนี้ ซึ่ง นักรบตาลิบัน ภายไต้การควบคุมของท่าน ได้ต่อสู้ใน อัฟกานิสถาน จนกระทั่งเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและควบคุมกองรบตาลิบัน ใน อัฟกานิสถานได้ หลายต่อหลายกองรบ

30 สิงหาคม 2007 หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ท่านก็แสดงความแข็งแกร่งด้วยการ ช่วยนักโทษ ออกจากเรือนจำแห่งหนึ่ง ได้ถึงจำนวน 243 คน ซึ่งเรือนจำแห่งนั้นอยุ่ภายไต้การควบคุมของรัฐบาล ปากีสถาน ในเวลานั้น ซึ่งหลังจากนั้น ท่านก้ได้ถูกรัฐบาล สหรัฐตั้งค่าหัวท่านถึง 5 ล้าน ดอลล่า สหรัฐ ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าที่จะให้ข้อมูล ท่าน เกี่ยวกับที่อยุ่ของท่าน และ การเคลื่อนใหวของท่านในช่วงเวลานั้นเลย และท่านยังสวนกลับไปอีกว่า""จะมีการโจมตีพวกอเมริกัน ตามพรมแดนอีกอย่างแน่นอน และจะเป็นไปด้วยความรุนแรงและน่าสพรึงกลัวมากกว่าการโจมตีในครั้งใดๆที่เกิดขึ้นมา""

นับจกนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ได้เริ่ม โจมตี ขบวนรถขน เสบียงของสหรัฐ และนาโต้ บริเวณพรมแดน ในทันที ซึ่งการโจมตีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง บัยตุลลอฮ มาซูด แม้จะเป็นผู้นำที่ไม่ได้เรียนและศึกษาในระดับสูง แต่ความฉลาดของท่านในการรบนั้น อัลลอฮช่างมอบให้ท่านในความฉลาด อันนี้อย่างแท้จริง ความฉลด ในการสู้รบ จนทำให้ ศัตรู ถึงกลับเกิดความหวาดกลัว แม้จะไม่ได้พบเจอก็ตาม เพียงได้ยินแค่ชื่อเสียงก็ถึงกับหวาดกลัวใน กิตติศัพย์ของท่านในทันที

ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2008 เป็นต้นมา สหรัฐ และนาโต้ ต้องทำการเสริมกำลังทหารเข้าใน อัฟกานิสถานเป็นจำนวนถึง 21,000 นาย เพื่อทำการต้านการ โจมตีของตาลิบัน รวมถึง การโจมตีของ บัยตุลลอฮ มาซูด บริเวณพรมแดน ซึ่งในขณะนั้นตาลิบันเริ่มได้เปรียบในการสู้รบ ตามชายแดน ส่งผลให้ สหรัฐ ต้อง เสริมกำลังขึ้นมาในคราวนั้นเพื่อหยุดการต้านทางที่เกิดขึ้น ในดินแดน ที่เป็นพื้นที่ ชายแดน

และสหรัฐ ยังต้องการที่จะ ปลิดชีพท่านหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ประสบความล้มเหลว กองกำลังของท่านได้ควบคุมแนวรบตาม ชายแดนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และ ศัตรูเองก็ไม่สามารถรู้สถานที่พักของท่านว่าอยู่ ส่วนใหนของ บริเวณชายแดน จนในที่สุด ศัตรู ก็ล่วงรู้ และทราบถึงที่พำนักของท่าน ซึ่ง พวกเขา ได้ไช้วิถีสกปรก แบบเดิมๆเหมือนกับที่ทำกับ ผู้นำตาลิบันท่านอื่นๆก็คือ เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2009 ท่านได้เสียชีวิตจากการโจมตี ด้วย อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งได้โจมตีท่าน ในบริเวณพื้นที่ทางตอนไต้ของรัฐ วาซีริสถาน ส่งผลให้ท่านเสียชีวิต และภายหลังจากการเสียชีวิตของ ท่านนั้น ฮากีมุลลา มาซุด ซึ่งเป็นรองผู้นำในตอนนั้นก็ได้ขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งแทนท่านในเวลานั้นเอง

นี่คือเรื่องราวของความกล้าหาญของชายชาตินักรบ ที่เป็นผู้ที่ มีกริยามารยาทที่เรียบร้อย และแข็งแกร่งเป็นที่สุดอีกท่าน ขอพระองค์อัลลอฮโปรดทรงประทานแสงสว่างในกุโบร์ของท่าน อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด ด้วยเถิด อามีน...
 
Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง)

ซาย์ฮิด" อับดูรอจิก จันจาลอนีย์ ผู้ก่อตั้ง-ผู้นำคนเเรกของมุจาฮีดีน อาบูซัยยาฟ

 
 
 
 

 
 
 

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ท่านนายพล ชามิล บาซาเยฟ(อับดุลลอฮ ชามิล อบู-อิดริส) อดีด ผู้นำสูงสุด กลุ่ม มุญาฮิดีน เชเชน แห่งสาธารณรัฐ เชเชน(เชสเนีย)

แด่ ท่านนายพล ชามิล บาซาเยฟ(อับดุลลอฮ ชามิล อบู-อิดริส) อดีด ผู้นำสูงสุด กลุ่ม มุญาฮิดีน เชเชน แห่งสาธารณรัฐ เชเชน(เชสเนีย) อดีดผู้บังคับบัญชาการ ที่แสน...ดีของนักรบ มูญาฮิดีนแห่ง เชสเนีย ผู้ลุกขึ้นต่อสู้กับอธรรม ด้วยความกล้าหาญ สหายรักของ อามีรุล มูญาฮิดีน อย่างท่าน อามีร อัลคาฎ็อบ และ อบูอัลวาลิด 7 ปี แห่งการจากไปของท่าน ณ.วันน้ ท่านก็ยังคงอยู่ในหัวใจของพี่น้องชาวเชเชน ผู้รักความถูกต้องและเป็นแรง บรรดาลใจให้กับมูญาฮิดีน ในการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ ผุ้ที่เคยรบเคียงบ่าเคียงใหล่ท่าน มักจะกล่าวว่า มาซาเยฟ คือสุดยอดผู้บังคับบัญชา ที่พวกเขารักมากที่สุด พอๆกับ อามีร อัลคาฎ็อบ และ อบูอัลวาลิด ผู้ซึ่งยอมทิ้งความสบายในโลกดุนยา เพื่ออกมาปกป้อง ประชาชน เชเชน(เชสเนีย)ผู้ที่ยอมละทิ้งทุกอย่างในดุนยา เพื่อเข้ามาอยู่ในป่า และไช้ชีวิตเช่นเดียวกับ มูญาฮิดีน ใต้บังคับบัญชา แม้ท่านจะจากไปแล้ว แต่ยังคงมีคนเรียกขานชื่อท่านตลอดไป และไม่มีใครลืมท่าน

นายพล ชามิล บาซาเยฟ เกิดเมื่อ 14 มกราคม 1965 ในเชสเนีย เมื่อครั้งยังเป็นสหภาพโซเวียด และใด้เสียชีวิต จากการสู้รบด้วยความกล้าหาญ เมือวันที่ 10 กรกฎาคม 2006 โดยท่านอายุใด้ 41 ปี ขอพระองค์อัลลอฮโปรดประทานแสงสว่างให้กูโบร์ของท่าน นายพล ชามิล บาซาเยฟ(อับดุลลอฮ ชามิล อบู-อิดริส) ด้วยเถิด..อามีน ท่านจะอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนตลอดไป

นายพล ชามิล มาซาเยฟ(อับดุลลอฮชามิลอบู - อิดริส) เกิด ในปี 1965 ในหมู่บ้าน ชื่อว่า วีดีโน่ ซึ่งตั้งอยู่ ตะวันออกเฉียงใต้ของ สาธารณรัฐเชชเนีย ท่านเป็น หนึ่งในสามของ ของตระกูลของท่าน พี่ชายของท่าน ชื่อ" ซรีแวน บาซาเยฟ "ซึ่งเป็น ผู้บัญชาการทหารของเมือง บาร์มูตระหว่างสงคราม เชเชน ครั้งแรก ในขณะที่ น้องชายของท่าน วิดิโน บาซาเยฟ ได้รับการ ทุกข์ทรมาน จากสงครามและเสียชีวิตไป

นายพล ชามิล มาซาเยฟ ได้รับการศึกษาและจบ ใน ปี 1987 ที่สถาบัน วิศวกรรม ในมอสโก ท่านเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มของเพื่อนๆ - ด้วยอุปนิสัยที่ดีของท่าน - นายพล ชามิล มาซาเยฟ เข้าร่วมในกองทัพ ของอดีต สหภาพโซเวียต และได้รับ รับราชการทหาร และและได้รับการฝึกให้เรียนรู้อาวุธที่ทันสมัยในช่วงเวลานั้น

เมื่อโซเวียดแตกและรัซเซีย บุกเข้าโจมตีเชสเนีย ท่าน กลายเป็น ผู้นำสูงสุดของ มูญาฮิดีน ในเชสเนีย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ของผู้นำ เชเชน ในยุคนั้น ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ดำเนินการ ขับไล่รัสเซีย ด้วยความกล้าหาญ ชื่อเสียงของ ท่าน นายพล ชามิล มาซาเยฟ เป็นที่รู้จัก ในความแข็งแกร่ง ต่อศัตรู และความอ่อนโยนที่สุดสำหรับชาวบ้าน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คน และเป็นผู้ที่ ประชาชน เชเชน ต่างสรรเสริญท่านว่า วีรบุรุษลูกผู้ชาย

นายพล ชามิล มาซาเยฟ ถูกขนานนามว่า เป็นผู้ที่ มีความเมตตา และความเมตตาของท่าน ก็เป็นที่เลื่องลือและครอบคลุม ทั่วประเทศ หรือ ในระดับภูมิภาค แต่มันก็เป็น ความเมตตา ของพระเจ้า ในชีวิต ของชาวมุสลิม ที่ได้ส่งนายพล ชามิล มาซาเยฟ มาเพพื่อปกป้อง คอเคซัส นายพล ชามิล มาซาเยฟ ก็เป็นผู้นำในการต่อสู้กับ รัสเซียเพื่อยึดคืนดินแดน คาราบาคห์, ในปี 1992 ท่านกลายเป็น ผู้บัญชาการของ หน่วยทหาร ของรัฐบาล และเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยแคว้น อับกาเซีย ในปีเดียวกันเพื่อให้แคว้นดังกล่าวเป็นอิสระจากจอร์เจียร์

ในปี 1994 ไป รัฐ " Khost " อัฟกานิสถาน เป็นเวลาสองเดือน ที่ นายพล ชามิล มาซาเยฟ ได้เข้าไปพบ และหารือกับท่าน เมาลานา ฮัคคานี่ คัซซาและได้ไช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ในการแสวงหาความรู้และนำความรู้ที่ได้จาก อัฟกานิสถาน นำกลับไป พัฒนา ในเรื่องศาสนา ให้ชาวเชสเนีย

ใน ธันวาคม 1994นายพล ชามิล มาซาเยฟ ก็กลายเป็น ผู้บัญชาการ ต่อต้านกองกำลังรัสเซีย ที่เชชเนีย ด้วยความแข้งแกร่งของท่าน ท่าต่อสู้จนกระทั่งปี 1995 และเป็นผู้ บัญชาการ ที่ขับไล่รัซเซีย ด้วยกลยุทธ ในแบบกองโจร จนเป็นที่หวาดกลัวของกองทัพรัสเซีย

ในเดือนเมษายน ปี 1996นายพล ชามิล มาซาเยฟ ท่านได้รับเลือกจากสภาแห่ง คอเคซัสให้เป็น ผู้บัญชาการของ กองกำลังของ ชาวเชเชนติดอาวุธและ ได้ดำเนินการ โจมตีครั้งใหญ่ และเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ การโจมตี ทหารของรัสเซีย ในเมืองหลวง กรอซนีย์และการต่อสู้ ที่กลายเป็นประวัติิศาสตร์ เมื่อนายพล ชามิล มาซาเยฟ ได้นำกองกำลัง มูญาฮิดีน จำนวน สามร้อยคน ต่อสู้กับทหารรัซเซีย ซึ่งมีจำนวนหลายพันคนซึ่ง ครอบครอง ทุกสถานที่ยุทธศาสตร์ และท่านได้ทำการ บดขยี้กองทัพรัสเซีย และสามารถ ยึด เมือง กรอซนีย์ กลับมาได้ด้วยคนเพียงสามร้อยคนเท่านั้น

เมื่อ โจมตี กองทัพรัสเซีย ไปยังพื้นที่ Butlikh Dagestaniใน สิงหาคม 1999 เจ้าชาย คอเคซัส " นาม นายพล ชามิล มาซาเยฟ " " -ผู้ที่เป็นเสาหลักแห่ง เชสเนียท่านยังคงต่อสุ้และขับไล่การรุกรานของกองทัพย์รัซเซียด้วยความกล้าหาญ จนกระทั่งท่านได้เหยียบเอากับระเบิด จนทำให้ขาข้างหนึ่ง ต้องพิการ แต่ท่านกับกล่าวว่า "นี่คือความเมตตา ของพระเจ้าในบททดสอบ ที่ท่านได้รับ จากการเสียขาข้างหนึ่งไป มันคือ บททดสอบที่เราได้รับจากอัลลอฮ

แม้วันนี้จะต้องสู้ด้วยขาที่มีอยู่ข้างเดียวแต่ ข้าพเจ้าก็จะขอสู้ด้วยขา ที่ยังคงเหลืออยู่และไช้มันไปในการ ญิฮาด ในหนทางของอัลลอฮ เพื่อให้เป็นตัวอย่างแด่ บรรดา นักรบ มูญาฮิดีน ที่จะได้รับรู้ว่า การ ญิฮาด แม้จะเหลือ แค่อวัยยวะเดียว หาหยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสู้ จนถึงลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้อัลลอฮทรงพอใจ นี่คือคำกล่าวของท่าน นายพล ชามิล มาซาเยฟ

นี่คือ ความเป็นผู้นำ ที่โดดเด่นและนี่คือ ความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี และ เสียสละนายพล ชามิล มาซาเยฟ คือผู้ที่นำความหวาดกลัวให้กับทหารรัซเซีย และเป็นผู้นำรอยยิ้ม ให้กับประชาชน

#นายพล ชามิล มาซาเยฟ ใด้เสียชีวิตจากการสู้รบด้วยความกล้าหาญเมือวันที่ 10 กรกฎาคม 2006 โดยท่านอายุใด้ 41 ปี ขอพระองค์อัลลอฮโปรดประทานแสงสว่างให้กูโบร์ของท่าน นายพลชามิลบาซาเยฟ (อับดุลลอฮชามิลอบู - อิดริส) ด้วยเถิด .. อามีน ท่านจะอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนตลอดไป

หลังจากการเสียชีวิต ของท่านนั้น สร้างความเสียใจให้กับ ประชาชนแห่ง เชสเนียเป็นอย่างมาก และ ถึงกับ บรรดาผู้หญิงคนชราเด็กๆถึงกับร่ำให้ต่อการจากไปของท่าน.

Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ต่วนกูฮาซัน มูฮำหมัด ดีตีโร


 
 



ต่วนกูฮาซัน มูฮำหมัด ดีตีโร

(Teungku Hasan Muhammad di Tiro)
ผู้ก่อตั้งองค์กร "..ขบวนการอาเจะห์เสรี"

...

ต่วนกูฮาซัน ดีตีโร เกิดเมื่อ 25 กันยายน ปี 1925 ในเมือง ปีดี (Pidie) ของจังหวัด อาเจะห์ ที่ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ต่วนกูฮาซัน เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการอาเจะห์เสรี Gerakan Aceh Merdeka (GAM) ที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเอกราช เเละเสรีภาพของประชาชนมุสลิมชาวอาเจะห์ จากรัฐบาลกลางของอินโดนีเซี




ต่วนกูฮาซันถือว่า ".เป็นผู้ปกครองอาเจะห์" เนื่องจากเป็นลูกสุลตานองค์สุดท้ายของอาเจะห์ "ต่วนกูมูฮัมหมัด จิกสมาน ดีตีโร" ซึ่งเป็นนักปรัชญาเเนวหน้าระดับ "อุลามาอฺ" เเละเป็นหนึ่งใน "..วีรบุรุษของชาติอินโดนีเซีย" ที่ต่อสู้กับชาวดัตช์ในช่วงยุค ปี 1890




ชีวิตช่วงเเรกของ ต่วนกูฮาซัน
ท่านเติบโตมาจากครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชนบก ในหมู่บ้าน ตีโร (Tiro) ของเขตพื้นที่เมือง ปีดี (Pidie) ต่อมาท่านได้มีโอ้กาสเดินทางไปศึกษาที่ เนเธอร์แลนด์ ในช่วงปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซีย จากนั้นท่านได้เข้าศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่นิวยอร์ก ช่วงปี 1953 ท่านประกาศว่าตัวเองเป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ" ของพรรคฝ่ายค้าน ดารุลอิสลาม (ที่กล่ายเป็นกบฏของรัฐบาลกลางอินโดนีเซีย) เพราะเหตุนี้ท่านถูกถอนสิทธิการเป็นพลเมือง ของประเทศอินโดนีเซีย




จุดเริ่มต้นของขบวนการอาเจะห์เสรี
ต่วนกูฮาซัน ได้ก่อตั้งกลุ่มขบวนการอาเจะห์เสรี หลังจากที่ทางรัฐบาลกลางของอินโดนีเซีย "ช่วงยุคสมัยของซูฮาร์ โต ครองอำนาจ" เอารัดเอาเปรียบเเหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยการส่งกองกำลังทหารเเละตำรวจนับหมื่น ประจำการในอาเจะห์ เพื่อควบคุมผลประโยชน์ ซึ่งเป็นสิทธิของประชาชนมุสลิมของชาวอาเจะห์ จึงเป็นเหตุทำให้สงครามประชาชนปะทุขึ้น




ประวัติการต่อสู้ของ ต่วนกูฮาซัน
เมื่อช่วงปี 1976 ต่วนกูฮาซัน ยังมีเดินเข้าออกป่า พร้อมกับกองกำลังที่อยู่ใต้บัญชาการ ที่ต่อสู้เพื่อเเบ่งแยกอาเจะห์ ออกจากอินโดนีเซีย แต่ท่านต่อสู้ในประเทศได้เพียงสามปีเท่านั้น เนื่องจากภายหลังกองทัพอินโดนีเซีย ได้ทำการโจมตีกองกำลังของท่านอย่างหนัก จึงทำให้ต้องออกจากประเทศ ลี้ภัยทางการเมือง จนในที่สุดเข้าปักหลักถาวรที่กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศ สวีเดน

หลังการล้มสลายระบบของซูฮาร์ โต การต่อสู้ใน อาเจะห์ จึงได้รับความสนใจอีกครั้ง ต่อมาเมื่อปี 2005 อาเจะห์ประสบอุทกภัย สึนามิ ขบวนการอาเจะห์เสรีได้ทำข้อตกลงร่วมกันเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลกลางของอินโดนีเซีย เเละประกาศสงบศึกปลดอาวุธยุติการต่อสู้อย่างเป็นทางการ ผ่านข้อตกลง "เฮลซิงกิ" เเล้วหันมาต่อสู้ทางรัฐสภาเเละการเมืองเเทน




ต่อมาหลังจากการเจรจาสันติภาพ
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี 2008 ต่วนกูฮาซัน ดีตีโร ได้เดินทางกลับมายัง บันดาอาเจะห์ หลังจากที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพนานกว่า 30 ปี พร้อมกับปัญหาสุขภาพของท่านที่ไม่คอยสู่ดี ในขณะที่ท่านมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมือง เเละกลับไปยังสวีเดนในสองสัปดาห์ต่อมา


หนึ่งปีให้หลังท่านกลับมาทึ่อาเจะห์อีดครั้ง จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ปี 2010 ที่โรงพยาบาลในบันดา อาเจะห์ หลังที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียมอบสัญชาติ ให้ต่วนกูฮาซัน ดีตีโร ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน



ขอพระองค์อัลลฮ์ทรงโปรดประทาน เเสงสว่างเเด่กูโบร์ของ ต่วนกูฮาซัน ดีตีโรด้วย

เเปล-เรียบเรียโดย; Mizee Mizu