วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มุลลอฮ มูฮัมมัด โอม่า







มุล

ลออ มูฮัมมัด โอม่า คือผู้นำสูงสุดของตาลิบัน มูญาฮิดีน ซึงถือได้ว่าเป็น มูญาฮิดีน ที่แข็งแกร่งที่สุดอีกกลุ่ม  ซึ่งท่านเคยปกครอง ประเทศอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ ปี 1996-2001 ซึ่ง ประวัติของท่าน ในอดีดนั้น หาดูได้ยากมาก ดังนั้นจึงอยากจะเสนอประวัติท่านแบบคร่าวๆ เกี่ยวกับความแข็งแกร่งของท่าน ในอดีดที่ผ่านมา

มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เกิด เมื่อ ปี 1959 ในหมู่บ้านที่ชื่อว่า แฟรบีด ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยุ่ ในจ.กันดาฮาร์ ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศ ปากีสถาน ท่าน มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เป็นคนเชื้อสายปาทาน ที่มาจากตระกูลที่มีประวัติความเป็นมาที่แข็งแกร่งอีกตระกูล ของชนเผ่า ปาทาน ซึ่งเผ่าของท่านและบรรพชนของท่าน ล้วนเป็นนักรบที่เคยปกป้อง ประเทศ อัฟกานิสถานแห่งนี้ โดยที่ท่านเกิดมา ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งบิดา ของท่านนั้นเสียชีวิต ตั้งแต่ท่าน อายุได้เพียง 3 ขวบ เท่านั้น ท่านเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่ยังวัยเยาว์ และชีวิตในวัยเยาว์ของท่าน หลังจากบิดาเสียชีวิต ท่านจึงได้ไปอาศัยกับลุงของท่าน ซึ่งท่านเองก็ได้ศึกษา ศาสนา เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กกับลุงของท่าน ที่มี ชื่อว่า เมาลานา มูฮัมมัด อันวา

เมื่อกองทัพโซเวียดได้เข้ามารุกราน ประเทศ อัฟกานิสถาน ซึ่งในขณะนั้นท่านเองยังศึกษาอยู่ ในสถาบันการศึกษา ในปากีสถาน ซึ่งท่านเองเมื่อเห็นว่าโซเวียดได้เข้ามารุกราน ท่นจึงออกจากโรงเรียน ของท่านแล้วเข้าร่วมต่อสุ้ เป็นหัวหอกของการ ญิฮาด กับโซเวียตเมื่อ อายุของท่านได้เพียง 19 ปี เท่านั้น มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เป็นนักรบ ที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่ ความสูงของท่านนั้นวัดได้ถึง1.98 ซ.ม ท่านเป้นคนที่แข็งแรง และท่านเองก็เป็นคน เป่าประกาศ ด้วยการระดม พลทั้งหมด ของนักศึกษา ทั้งใน ปากีสถานและอัฟกานิสถาน เป็นกองทัพใหญ่ที่สุด และเป็น กลุ่มแรกที่หาญกล้าออกมา ญิฮาด ต่อสุ้กับ พวกโซเวียด ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีกลุ่มใดกล้าออกมาต่อกร พวก โซเวียดเลย ซึ่งท่านและกองทัพ ตาลิบันของท่าน เป็นนักรบ ที่มีความแข็งแกร่ง บวกกับ การต่อสุ้ที่รุนแรงเด็ดขาด ทำให้ท่าน ได้รับความ นิยมชมชอบ เป็นอย่างมาก กับชาวเมืองกันดาฮาร์และเมืองอื่นๆ และท่านเป็นจุดเริ่มต้นและผู้ก่อกำเนิดนักรบ ตาลิบัน ซึ่งเป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง และน่าสพรึงกลัวสำหรับพวก โซเวียด ในขณะนั้น

ซึ่งในขณะที่ทำการนำกองรบของ ตาลิบัน เข้าสุ้และขับไล่สหภาพ โซเวียด ท่านเองนั้นในขณะนั้น ได้ต่อสุ้ด้วยความกล้าหาญ จนกระทั่ง ดวงตาข้างขวาของท่านนั้น บอดลงเนื่องจากการบาดเจ็บในระหว่างการสู้รบกับ พวกโซเวียด ซึ่งจากการสู้รบของท่านนั้น ท่านเองไม่ยอมปริปากถึงความเจ็บปวดอันนั้นของท่านเลย ตลอดระยะเวลาของการสู้รบ อามีรุล มุมีนีน อย่างท่าน มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า ท่านไม่เคยให้สัมพาสใดๆกับสื่อเลย ซึ่งถ้ามีก็น้อยครั้งมาก โดยท่านจะเป็นหัวหอกในการเป็นผุ้นำ ญิฮาด มากกว่า การ ปรากฏตัวกับสื่อสาธารณะชน

ในสมรภูมิญิฮาด กับพวกโซเวียด ในการต่อสุ้ของท่านนั้น ความแ๘้งแกร่งของ ท่านนั้น ท่านต่อสุ้กับพวกโซเวียดจนได้รับบาดเจ็บถึง 3 ครั้งจากการสู้รบที่ดุเดือด กับทหารของกองทัพสหภาพโซเวียด 

ปี 1996 กองกำลัง มูญาฮิดีน ตาลิบันได้ควบคุม พื้นที่ได้มากทางตอนไต้ของอัฟกานิสถาน ภายหลังจาก กองทัพโซเวียด ได้ถอนทหารออกไป จากอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งหลังจากนั้นสงครามกลางเมือง เรื่องการชิงอำนาจจึงเกิดขึ้น

ซึ่งในขณะนั้น มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า เห็นว่าสถานการต่างๆของประเทศ เริ่มแตกแยกลงแล้ว และในช่วงเวลานั้นเองท่าน ได้รวบรวมกองกำลังของนักรบ ตาลิบันทั้งหมด เข้าทำการ ปราบปราม พวกที่แข็งข้อและ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ในขณะที่มีสงครามกลางเมือง ในคาบูล ซึ่งขณะนั้นกองทัพที่แข้งแกร่งและมีจำนวนมากที่สุดคือ กองทัพของตาลิบัน

มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า จึงตัดสินใจ ยกกองทัพและ ยุธโทปกรณ์ ทุกๆอย่างที่ยึดได้จากรัสเซีย รวบรวมทุกอย่างและนำกองทัพของตาลิบัน เข้ายึดกรุงคาบูล ได้สำเร็จ เมื่อดือนกันยายน พ.ศ. 1996 หลังจากนั้นท่านได้นำ ชาริอัต อิสลามมาปกครอง ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งท่านเองได้ ปฏิรูบประเทศแห่งนี้ให้มาอยุ่ภายไต้การปกครองแบบอิสลาม ที่ว่า ทุกคน ไม่ว่าจะศาสนาใดๆสามารถ อยุ่ด้วยกันแบบสันติ ภายไต้ ชาริอัตอิสลาม ซึ่งการปกครองของท่านในแบบนี้สร้างความไม่พอใจให้ พวกตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในขณะนั้นท่านเชค อุซามะฮ์ บินลาเด็น ได้อาศัยลี้ภัยอยู่ในอัฟกานิสถาน และจากเหตุการ 11 กันยายน ปี 2001 นั้น รัฐบาล อเมริกันจึง อาศัยจังหวะนี้เป็นข้ออ้างบุกเข้าไป ถล่ม รัฐบาล ตาลิบัน ในเวลานั้นให้แตกพ่าย

ซึ่งท่าน มุลลออ มูฮัมมัด โอม่า กล่าวว่าจะเป็นหรือตาย เราในฐานะ ชนชาติ ปาทาน เราจะไม่ส่งแขกของเรา อุซามะฮ์ บินลาเด็น ให้ศัตรูเด็ดขาดไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะนี่คือรัฐธรรมนูญของพวกเรา นี่คือคำกล่าวของท่าน ที่ทรงพลังอย่างมาก

และ เมื่อรัฐบาล ตาลิบันหมดอำนาจใน ปี 2001 สหรัฐและนาโต้ก็เริ่มควานหาตัวท่าน และกับปริสนาแห่งการหายตัวไปของท่านยังคงเป็นที่ฉกคิด จนในที่สุด เมื่อ วันที่ 28 เดือน กรกฏาคม ปี 2015 ก็ได้มีข่าวยืนยันถึงการเสียชีวิตของท่าน จากแหล่งข่าวของ ตอลิบันเองหรือแหล่งอื่นๆ
บ้างก็ว่้าท่าน เสียไปกว่า 12 ปี บ้างก็ว่า ไม่กี่ปี 2-3 ปี
หรือ 1 ปี แต่จะเป็นเช่นไรนั้น
วัลลอฮุอาลัม อัลลอฮเท่านั้นที่รู้
 
ขอพระองค์อัลลอฮโปรดทรงประทานแสงสว่างให้กูโบร์ท่าน อมีร มุลลอฮ มูฮัมมัด โอม่า ผู้นำสูงสุดของ ตอลิบันด้วยเถิด...อามีน
 
Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง)

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

‘ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ’ ประวัติศาสตร์มีชีวิต คนต้นคิดตำราอิสลามมลายูปาตานี

 
 
‘ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ’ ประวัติศาสตร์มีชีวิต คนต้นคิดตำราอิสลามมลายูปาตานี

‘ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ’ ผู้บุกเบิกเขียนตำราประวัติศาสตร์อิสลามด้วยภาษามลายู ชีวิตที่อยู่กับการเรียงร้อยถ้อยความเขียนหนังสือ ยกแง่คิดชีวิตบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ตัวอย่างการแก้ไขความขัดแย้งของท่านนะบีมูฮัมหมัด ผู้ที่หวังการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะความสงบสุขคือโอกาสแสดงมารยาท ความคิดและเผยแพร่อิสลาม แต่การเผชิญหน้าด้วยความร...ุนแรง รังแต่จะสร้างศัตรูเป็นระลอกคลื่นไม่มีจุดจบ



คนที่ผ่านการเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงจะคุ้นเคยกับตำราทางด้านประวัติศาสตร์อิสลามที่เขียนด้วยภาษามลายูอักษรยาวีหลายเล่ม แต่จะมีซักกี่คนที่จะรู้ว่า ผู้เขียนตำราเหล่านั้นคือใค
หรือหากเอ่ยชื่อ “ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ” ก็คงไม่รู้จักอยู่ดี ทั้งที่น่าจะนับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในวงการศึกษาประวัติอิสลามในพื้นที่ เพราะตำราหลายเล่ม เขาเป็นคนแรกที่เขียนและเรียบเรียงขึ้นมาด้วยภาษามลายูอักษรยาวีที่ใช้สอนอยู่ในโรงเรียนหลายแห่งในปัจจุบัน
แต่หากเอ่ยชื่อหนังสือหรือตำราเรียนประวัติศาสตร์อิสลามที่เกี่ยวกับการปกครองของอิสลาม บางคนก็อาจจะร้องอ๋อขึ้นมาก็ได้



“ฮัสซัน นิอ์มะตุลลอฮฺ” คือนามปากกาของ “นายฮาซัน นิมูฮัมหมัด” โต๊ะอิหม่ามมัสยิดตะลุบัน วัย 70 ปี ที่ใครๆก็ชอบเรียกว่า อุสตาซฮัสซัน นับได้ว่าเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อิสลามผู้ช่ำชองคนหนึ่งของปัตตานี ที่ใช้เวลาร้อยเรียงเรื่องราวประวัติศาสตร์อิสลามผ่านภาษามลายูมากว่าครึ่งค่อนชีวิต หรือกว่า 35 ปีมาแล้ว


พบหน้าต่างบานแรกที่ชวนหลงเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์

อุสตาซฮัสซัน นิมูฮัมหมัดเล่าว่า มีญาติรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งชอบอ่านหนังสือนิยาย จึงได้นั่งอ่านหนังสือนิยายไปกับเขาด้วย เลยทำให้ชอบการอ่านหนังสือไปด้วย
“มีวันหนึ่งเดินเข้าร้านหนังสือ พบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘9 บุคคลสำคัญของโลก’ จึงซื้อมาอ่าน เท่าที่จำได้เป็นหนังสือที่เขียนประวัติของอับราฮัม ลินคอร์น, มุสโสลินี, ฮิตเลอร์, มาดามกูรี, เจมส์ วัตต์ ซึ่งชอบมาก รู้สึกทึ่งกับความวิริยะอุตสาหะของมนุษย์ในการเดินไต่จากจุดเล็กๆ จนกลายเป็นตำนานของโลก นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมชอบประวัติศาสตร์” อุสตาซฮัสซัน กล่าว
หลังจากเรียนจบ ป.7 อุสตาซฮัสซัน ก็มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อสาขาอัดดะอฺวะฮฺวัลอูซูลลุดดีน (การเผยแผ่ศาสนาและหลักการศาสนา) ที่มหาวิทยาลัยอัลอิสลามมิยะห์ กรุงมะดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่เองที่อุสตาซฮัสซันได้พบกับหนังสือประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศาสดาแห่งอิสลาม) และหนังสืออื่นๆ อีกมากมายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อิสลาม กระทั่งจบการศึกษาเมื่อปี 2522 จึงเดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกับหอบหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามจำนวนหนึ่งเท่าที่สามารถซื้อเก็บไว้ได้

บุกเบิกเขียนตำราประวัติศาสตร์อิสลามภาษามลายู

หลังกลับจากต่างประเทศ อุสตาซฮัสซัน ได้เป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์อิสลามที่โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา ทีอ.สายบุรี จ.ปัตตานี เรื่องแรกที่ต้องสอน คือ การปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะห์ แต่กลับไม่มีตำราใช้สอนนักเรียน อุสตาซฮัสซันจึงใช้วิธีเขียนเรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นมาใช้ในการสอน กระทั่งสามารถรวมเล่มเป็นเล่มหนังสือในที่สุด
“ผมตัดสินใจเขียนเพราะตอนนั้นแถวบ้านเราไม่มีหนังสือเรียนประวัติศาสตร์อิสลามที่เขียนด้วยภาษามลายูเลย ก่อนหน้านั้นคงมีแต่หนังสือภาษาอาหรับที่ใช้สอนนักเรียน”
“ช่วงแรกๆ ผมเขียนชี้แจงแต่ละประเด็นอย่างสั้นๆ แล้วค่อยๆเพิ่มเติมข้อมูลรายละเอียดมากขึ้น ภาษาที่ใช้เขียนก็ให้เพียงเพื่อสื่อสารได้เท่านั้น ไม่เน้นความสละสลวย จากนั้นค่อยๆพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น แล้วจึงเริ่มตีพิมพ์เป็นตำรา”
หนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์อิสลามของอุสตาซฮาซัน ไม่ได้เขียนตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แต่เขียนตามจำเป็นที่ต้องใช้สอนในห้องเรียน

ผลงานเด่น 6 เล่ม ตั้งแต่ยุคเริ่มอิสลามจนถึงยุคฟื้นฟู

สำหรับตำราเล่มแรกที่เขียนขั้น คือ การปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะห์ ตามด้วยการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ที่อันดาลุส(สเปน), การปกครองของราชวงศ์อุสมานิยะห์ที่ตุรกี, การปกครองของคุลาฟาอฺอัรรอชิดีน(ศอฮาบะห์ 4 ท่าน), การปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ชาม(ซีเรีย) และขบวนการฟื้นฟูอิสลาม
“ตำราเรียนประวัติศาสตร์ทั้ง 6 เล่มดังกล่าวใช้เวลาในการเขียนเรียบเรียงนาน 5 ปี”
อุสตาซฮัสซัน เปิดเผยว่า ตำราเรียนประวัติศาสตร์อิสลามข้างต้นได้เขียนขึ้นตามหลักสูตรจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จึงทำให้มีโรงเรียนส่วนหนึ่งติดต่อซื้อตำราเรียนดังกล่าวไปใช้สอนด้วย
“ตำราที่ผมเขียนและเรียบเรียงขึ้นนั้น ตีพิมพ์ไป 1,000 เล่ม ใช้เวลาขายประมาณ 3 ปี”
จากการสอบถามข้อมูลจากร้านขายหนังสือและตำราเรียนที่ใช้ในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามก็ได้ข้อมูลว่า ในการสอนวิชาประวัติศาสตร์การปกครองของอิสลามสมัยต่างๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่จะใช้หนังสือของมุซตอฟา อับดุลเราะห์มาน ชาวมาเลเซียมาเป็นตำราสอนนักเรียน
แต่ต่อมาเมื่อมีหนังสือของอุสตาซฮัสซันออกมาวางขาย โรงเรียนหลายแห่งก็หันมาใช้ตำราของอุสตาซฮัสซันสอนเด็ก


เน้นเขียนด้วยอักษรยาวีรูปแบบดั้งเดิม

อุสตาซฮัสซัน บอกว่า หนังสือของเขาจะเขียนด้วยภาษามลายูอักษรยาวีรูปแบบดั้งเดิม เช่น คำว่า “มะฮฺกูตอ” ก็จะใช้ตัวอักษร “มีม” “ฮาอฺ” “กาฟ” “วาว” “ตาอฺ” ตามรูปแบบการเขียนดั้งเดิม (อย่างที่เขียนในกีตาบยาวี)
“ในขณะที่รูปแบบการเขียนสมัยใหม่จะเติมตัวอักษร “อลิฟ” หลังตัวอักษร “ตาอฺ” ทำให้ต้องอ่านว่า “มะฮฺกูตา” ซึ่งการเติมตัวอักษร “อลิฟ” ข้างหลังนั้น เป็นอิทธิพลที่ได้รับจากภาษาอังกฤษนั่นเอง”
“ผมก็แค่อยากเก็บรูปแบบการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของภาษามลายูเอาไว้ เพราะช่วงหลังๆ มีการใช้ตัวอักษรรูมี(โรมัน)อย่างกว้างขวาง ทำให้อิทธิพลของตัวอักษรรูมีไหลเข้ามากระทบกับรูปแบบการเขียนด้วยอักษรยาวีไปด้วย” อุสตาซฮัสซัน กล่าว


ผลงานหนังสือประวัติศาสตร์อิสลามเล่มอื่นๆ
นอกเหนือจากตำราเรียนประวัติศาสตร์ทั้ง 6 เล่มดังกล่าวแล้ว อุสตาซฮัสซันก็ยังเขียนเรียบเรียงหนังสือประวัติศาสตร์เล่มอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ หนังสือประวัติบุคคลสำคัญของมุฮัมหมัด อิบนุกอซิม อัซซะกอฟีย์ (ราชวงศ์อุมัยยะห์), ซอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์(ราชวงศ์อับบาซิยะห์) และมุฮัมหมัด อัลฟาติฮ(ราชวงศ์อุสมานียะห์)
รวมทั้งหนังสือประวัติศาสตร์การปกครองของกลุ่มชนต่างๆ ในอันดาลุส(ประเทศสเปน) คือ กลุ่มอุมัยยะห์ กลุ่มนัซรฺ ที่ฆุรนาฏอฮฺและการปกครองในพื้นที่เล็กๆ ของกลุ่มอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีหนังสือประวัติของอัลอัมบิยาอ ซึ่งเป็นเรื่องราวของบรรดารสูลลุลลอฮ(ศาสนทูต) ตั้งแต่นบี(นะบี)อาดัมจนถึงนบีอีซา (เยซู) และหนังสือประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัด ซึ่งมี 3 เล่ม ได้แก่ นูรุลยากีน (เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์) อัรรอซูล (ความคิด) และฟิกฮุซีรอฮฺ (ศาสนบัญญัติ)
ทุกวันนี้ แม้ว่าตลอดชีวิตการเป็นครูวิชาประวัติศาสตร์อิสลาม อุสตาซฮัสซันได้เป็นครูสอนมาแล้ว 4 แห่ง คือ โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา โรงเรียนสามารถดีวิทยา โรงเรียนบำรุงอิสลาม และโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสน์ และหยุดพักการสอนหนังสือแล้วเนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ก็ไม่หยุดที่จะเขียน เขายังทยอยเขียนเรียบเรียงประวัติศาสตร์อิสลามแง่มุมอื่นๆ และขยายวงให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ


บทเรียนจากประวัติศาสตร์-แง่คิดในการดำเนินชีวิต

อุสตาซฮัสซัน อธิบายประวัติศาสตร์อิสลามคร่าวๆ ว่า ในยุคของท่านนบีมุฮัมหมัด เราสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตอิสลามที่สมบูรณ์ว่าเป็นอย่างไร ทั้งแง่หลักศรัทธา กฎหมาย เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง แต่หลักการการปกครองบางประการที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ในสมัยท่านนบี ก็ได้รับการสานต่ออย่างสมบูรณ์ในยุคสมัยของบรรดาคอลีฟาอฺ ซึ่งนักค้นคว้าหลายท่านกล่าวกันว่า ยุคของคุลาฟาอฺเป็นยุคที่สังคมอิสลามสงบสันติที่สุดแล้
สมัยการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ ศาสนาอิสลามได้เผยแผ่ไปไกลถึงชมพูทวีป เมืองจีน และยุโรปบางส่วน (สเปนและฝรั่งเศส) และเป็นสมัยที่ความรู้วิชาการได้เริ่มเบ่งบาน เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางการแพทย์ การคิดและการทดลองเกี่ยวกับการบิน โดย อบุลกอซิม อับบาส บิน เปอรนาส ก็เกิดขึ้นในสมัยนี้
สมัยการปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะห์ ศาสนาอิสลามได้แผ่กว้างเข้าไปในยุโรปมากขึ้น เช่น เซอร์เบีย ออสเตรีย ฮังการี ในสมัยนี้เองที่มีสงครามครูเสดเกิดขึ้น หลังจากสงครามอันยืดเยื้อยาวนานได้มีการเจรจาสันติ ให้ชาวยุโรปสามารถมาเรียนรู้ในประเทศอิสลามได้
ในช่วงนั้นเองมีนักคิดชาวยุโรปเดินทางมาเรียนภาษาอาหรับ เพื่อแปลหนังสือเกี่ยวกับวิชาการด้านต่างๆ นำข้อมูลกลับไปยังประเทศของตน เกิดการเคลื่อนไหลของความรู้ครั้งใหญ่ กล่าวกันว่า เพียงแค่ข้อมูลที่นำกลับไปเก็บนั้นสามารถเปิดเป็นมหาวิทยาลัยได้
ในตอนท้ายๆของการปกครองของราชวงศ์อุสมานิยะห์ เป็นยุคที่อิสลามเริ่มเดินถอยหลัง เริ่มมีการแยกศาสนากับความรู้ออกจากกัน ทำให้ไม่ได้ใช้พลังอิสลามในการขับเคลื่อนความรู้วิทยาการต่างๆ รวมทั้งวิถีดำเนินชีวิต กระทั่งการปกครองอิสลามล่มสลายไปในที่สุด ประมาณช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
ความล่มสลายของอิสลามนี่เองที่ทำให้เกิดขบวนการฟื้นฟูอิสลามกลุ่มต่างๆ ขึ้น ซึ่งอุสตาซฮัสซันได้เขียนไว้ในตำราเรียนหลายเล่ม ได้แก่ ขบวนการฟื้นฟูอิสลามของกลุ่มมูฮำหมัด อับดุลวะฮฺฮาบ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย, กลุ่มนูรซีย์ ในประเทศตุรกี, กลุ่มหะซัน อัลบันนา ในประเทศอียิปต์, กลุ่มอะบุลอะลา อัลเมาดูดีย์ ในประเทศปากีสถาน และกลุ่มตับลีฆ ในประเทศอินเดีย

แยก‘ศาสนากับสามัญ’ คือความล้มเหลวของการศึกษาอิสลาม

อุสตาซฮัสซัน กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในสังคมของเรามีการแยกวิชาศาสนากับวิชาสามัญออกจากกัน เป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง เพราะในความเป็นจริงอัลกุรอานและการปฏิบัติของท่านนบีมุฮัมหมัดเป็นจุดศูนย์กลางของการแตกแขนงวิทยาการด้านต่างๆ ออกไปอย่างหลากหลาย ดังนั้น ศาสนากับความรู้จึงย่อมเป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เมื่อแยกขาดจากกันก็จะทำให้พลังที่จะเชื่อมโยงถึงกันอย่างแข็งแกร่งนั้น ก็จะเสื่อมสลายไปด้วย
“สมัยก่อนคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์หรือแม่ทัพก็เป็นนักท่องจำอัลกุรอานด้วย แต่ภาพที่เห็นในปัจจุบันคือ คนที่เรียนศาสนาก็จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่เรื่องศาสนา ส่วนคนที่เรียนสายสามัญก็จะเชี่ยวชาญเฉพาะแต่สาขาที่ตัวเองเรียน ไม่ค่อยเชื่อมโยงกลับไปยังศาสนา เหมือนมีกำแพงกั้นระหว่างวิชาศาสนากับวิชาสามัญ”


ยก ‘สัญญาฮุดัยบียะห์’ ตัวอย่างการแก้ไขความขัดแย้

ช่วงหนึ่งในสมัยของท่านนบีมุฮัมหมัด มีการทำสัญญาฮุดัยบียะห์ระหว่างคนมุสลิมในเมืองมะดีนะห์กับชนเผ่ากุร็อยชฺในเมืองมักกะฮฺ เนื่องจากขณะที่ท่านนบีพร้อมคณะกำลังเดินทางไปทำพิธีอุมเราะห์ที่เมืองมักกะฮฺ ก็ถูกกลุ่มชนเผ่ากุร็อยชฺเข้ามาขัดขวาง แม้กลุ่มคนมุสลิมจะมีกำลังต่อสู้ได้แต่ก็ไม่อยากต่อสู้กัน
ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดนองเลือดระหว่างกัน ท่านนบีมุฮัมหมัดจึงยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อของชาวกุร็อยชฺ คือ ข้อแรก ในปีนั้นห้ามชาวมุสลิมเข้าเมืองมักกะฮฺ ข้อที่สอง ให้เข้าเมืองมักกะฮฺได้ในปีถัดไปแต่ไม่เกินสามวันและห้ามพกพาอาวุธ ข้อสุดท้าย หากชาวมักกะฮฺหนีเข้าเมืองมะดีนะห์ เมืองมะดีนะห์ต้องส่งคนๆ นั้นกลับคืนมักกะฮฺ แต่หากมีชาวมะดีนะห์เข้าไปเมืองมักกะฮฺ ทางเมืองมักกะฮฺก็จะไม่ส่งคืนกลับไป
อุสตาซฮัสซัน กล่าวว่า ข้อสัญญาดังกล่าว กลุ่มคนมุสลิมเสียเปรียบกลุ่มชาวกุร็อยชฺ แต่ท่านนบีมุฮัมหมัดก็ยอมรับข้อเสนอข้างต้นไว้ เพราะหวังถึงการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงนั้น จะสร้างศัตรูเป็นระลอกคลื่นไม่มีจุดจบ แต่การยอมกันบ้างในจุดที่ยอมได้ ก็จะทำให้ยังคงพูดคุยกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ กลุ่มคนมุสลิมก็จะมีโอกาสในการแสดงออกถึงมารยาทและความคิดอิสลาม ได้มีโอกาสในการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม อันนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีต่อกันในที่สุด


เข้าใจประวัติศาสตร์อิสลาม-เข้าใจชีวิตที่สันติ

อุสตาซฮัสซัน กล่าวว่า การเรียนรู้และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อิสลาม จะส่งผลให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจและมีกำลังใจที่ดี เพราะการเรียนรู้ประวัติศาสตร์อิสลามเหมือนกับเรียนรู้การดำเนินชีวิตของมนุษย์จากตัวอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์
“เส้นทางประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น ทำให้มองเห็นได้ว่า เมื่อมุสลิมใช้อิสลามเป็นแนวทางดำรงชีวิตก็จะประสบกับความสงบสันติและรุ่งเรือง แต่เมื่อหลุดจากแนวทางอิสลามก็จะกับพบกับความอลหม่านวุ่นวาย ประวัติศาสตร์ทำให้มนุษย์เข้าใจความล้มเหลวและเข้าใจความยิ่งใหญ่”
แต่ขณะเดียวกัน ความภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์อิสลามอย่างแท้จริงนั้น จะเดินควบคู่กับความนอบน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งยโสและอคติต่อผู้อื่น เพราะมุสลิมที่เข้าใจอิสลาม จะตระหนักได้ว่าความยิ่งใหญ่เหล่านั้นมาจากอัลลอฮฺ
“ความนอบน้อมของมนุษย์ต่ออัลลอฮฺจะส่งผลให้เขาเป็นคนอ่อนน้อม ใจกว้างเคารพและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ และดำรงชีวิตอยู่ในขอบข่ายของความสงบสันตินั่นเอง”



บทความโดย; อาจารย์ ซอฟียะห์ ยียูโซ๊ะ
ดูเพิ่มเติม

อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด ผู้บัญชาการตาลิบัน เสือร้ายแห่งแดน คนดุ นักรบผมยาว

 
 
 


อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด ผู้บัญชาการตาลิบัน เสือร้ายแห่งแดน คนดุ นักรบผมยาว

สุดยอดนักรบ ตาลิบัน มูญาฮิดีนนั้น ล้วนมีความเก่งกาจและความสามารถ ที่ต่างกัน แต่ทุกคนที่มาจาก รัฐ วาซีริสถานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งด้วยกันทั้งสิ้น ท่านผู้นี้ก็เช่นกัน อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด คือสุดยอดผู้นำระดับสูงอีกท่าน ที่แข็งแกร่งไม่แพ้ท่านอื่น ผู้ที่เคยสร้างความหวาดกลัวให้ กับ ศัตรู ซึ่งเราจะขอนำประวัติของท่านผู้นี้ ซึ่งหาดูที่ใดไม่ได้อีกแล้ว เกี่ยวกับ ชีวประวัติ ของท่านที่น่าจดจำ

อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด เกิด เมื่อ ปี 1970 ในหมู่บ้าน โดฮ็อค ใน จังหวัด บานู ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในรัฐ วาซีริสถาน ประเทศ ปากีสถาน ซึ่งบ้านเกิดของท่านนั้น เป็นชายแดนที่เชื่อมต่อระหว่าง ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ซึ่งท่านเกิด ในชนเผ่า ปาทาน ที่มีต้นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด ในตอนไต้ของ รัฐวาซีริสถาน ซึ่งชนเผ่าของท่านนั้น เป็นประชากรณ์ที่มีจำนวนมากกว่า 60 เปอร์เซ็น ในภูิมิภาคนี้ ซึ่ง 700 คนของ ประชากรณ์ในหมู่บ้านท่านล้วนเป็นคนที่เข้มแข็งสมกับการเป็นชนชาติ ปาทาน 

การศึกษาของท่านนั้น ท่านเป็นผู้นำที่ไม่ได้มีการศึกษาที่สูงนัก แต่ตัวท่านเองก็ เป็นผู้ที่ฉลาดรอบรู้ แต่ท่านเอง ก็มีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวาน แต่ท่านก็ดำรงชีวิตด้วยความแข็งแกร่ง จนกระทั่ง ท่านสามารถต่อสู้และเอาชนะโรคเบาหวานได้ ซึ่ง อุปนิสัยของท่านนั้นท่านเป็นคนที่ค่อนข้าง มีกริยามารยาท ที่เรียบร้อย พูดจาสุภาพ ซึ่งเคยมี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของ อัลจาซีร่า เคยขึ้นไปขอสัมพาส ท่าน ซึ่ง ผู้สื่อข่าวท่านนั้นได้กล่าวว่า ""บัยตุลลอฮ มาซูด เป็นบุคคลที่ดูแล้วมีพลังอย่างยิ่ง สมแล้วกับที่เป็นผู้นำที่คู่ควรกับการต่อกร กับ มหาอำนาจ ซึ่ง ผมได้ไปพบเขา และเขาเองก็มีกริยามารยาทที่เรียบร้อย และตอบคำถาม ที่ผมถาม ไป แบบเป็นกันเองและตอบทุกคำถาม""

ซุึ่งท่านเริ่มเข้า ร่วมกับตาลิบัน เมื่อ ประมาณ ปี2004 ในฐานะรองผู้บัญชาการ ตาลิบัน มูญาฮิดีน ซึ่งในขณะนั้นเองตำแหน่งผุ้บัญชาการนั้น อยู่ภายไต้การสั่งการของ ท่าน อับดุลลออ มาซุด ซึ่งเป็น ญาติกับท่าน โดย ท่านได้เป็นผุ้ร่วมต่อสุ้และดักซุ่มโจมตี ทหารสหรัฐ และนาโต้ที่ผ่านมายังบริเวณ พรมแดน แห่งนี้ ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้ศัตรูเป็นอย่างยิ่ง ในเวลานั้น และ ภายหลังจากการ เสียชีวิตของ ท่าน อับดุลลอฮ มาซุด ในปลายเดือนกรกฎาคม ปี 2007 จากการต่อสุ้ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งติดกับ แคว้น บาลูจิสถาน ซึ่งเป็นอีกแคว้นหนึ่ง ใน ประเทศ ปากีสถาน ท่านเองก็เข้ารับตำแหน่งผุ้นำระดับสูงของ ตาลิบัน ในคราวนั้นเอง ซึ่งท่านได้รับหน้าที่และ สืบทอดตำแหน่งของผู้นำชั้นสูงของ ตาลิบัน มูญาฮิดีน ในเวลานั้นและทำหน้าที่ด้วยความแข็งแกร่ง ดุจราชสี ในการต่อสุ้กับ กองกำลังสหรัฐ และนาโต้ บริเวรพรมแดน ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน และท่านได้เป็นผู้นำ ในการฝึกนักรบ ตาลิบัน มูญาฮิดีน ซึ่งมีประมาณ กว่า 20 กองพัน ซึ่งท่านได้ควบคุมพื้นที่ฝึกในรัฐ วาซีริสถาน ทั้งตอนไต้ และตอนเหนือ รวมพื้นที่ ประมาณ 2,700 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมี นักรบ มูญาฮิดีน จากหลายต่อหลายประเทศ มารับการฝึกเป็นจำนวน มากกว่า 3000 คน ซึ่งรวมถึงบรรดานักรบ ชั้นนำของ เอเซียกลางอีกด้วย ที่ได้รับการฝึกฝนจาก ท่านและผู้คนในดินแดนแถบนี้

อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด เป็นยอดผุ้บัญชาการตาลิบัน ที่ชนเผ่าปาทาน หลายๆพื้นที่ต่างมีความตลลงและเห็นอกเห็นใจท่าน และสนับสนุนท่าน ในการขึ้นเป็นและดำรงค์ตำแหน่งผู้นำระดับสูงของตาลิบัน ใน ปากีสถาน ซึ่งทำให้ท่านและชนเผ่า ปาทาน เป็นชนเผ่านักรบที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในดินแดนแห่งนี้ ซึ่ง นักรบตาลิบัน ภายไต้การควบคุมของท่าน ได้ต่อสู้ใน อัฟกานิสถาน จนกระทั่งเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและควบคุมกองรบตาลิบัน ใน อัฟกานิสถานได้ หลายต่อหลายกองรบ

30 สิงหาคม 2007 หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ท่านก็แสดงความแข็งแกร่งด้วยการ ช่วยนักโทษ ออกจากเรือนจำแห่งหนึ่ง ได้ถึงจำนวน 243 คน ซึ่งเรือนจำแห่งนั้นอยุ่ภายไต้การควบคุมของรัฐบาล ปากีสถาน ในเวลานั้น ซึ่งหลังจากนั้น ท่านก้ได้ถูกรัฐบาล สหรัฐตั้งค่าหัวท่านถึง 5 ล้าน ดอลล่า สหรัฐ ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าที่จะให้ข้อมูล ท่าน เกี่ยวกับที่อยุ่ของท่าน และ การเคลื่อนใหวของท่านในช่วงเวลานั้นเลย และท่านยังสวนกลับไปอีกว่า""จะมีการโจมตีพวกอเมริกัน ตามพรมแดนอีกอย่างแน่นอน และจะเป็นไปด้วยความรุนแรงและน่าสพรึงกลัวมากกว่าการโจมตีในครั้งใดๆที่เกิดขึ้นมา""

นับจกนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ได้เริ่ม โจมตี ขบวนรถขน เสบียงของสหรัฐ และนาโต้ บริเวณพรมแดน ในทันที ซึ่งการโจมตีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง บัยตุลลอฮ มาซูด แม้จะเป็นผู้นำที่ไม่ได้เรียนและศึกษาในระดับสูง แต่ความฉลาดของท่านในการรบนั้น อัลลอฮช่างมอบให้ท่านในความฉลาด อันนี้อย่างแท้จริง ความฉลด ในการสู้รบ จนทำให้ ศัตรู ถึงกลับเกิดความหวาดกลัว แม้จะไม่ได้พบเจอก็ตาม เพียงได้ยินแค่ชื่อเสียงก็ถึงกับหวาดกลัวใน กิตติศัพย์ของท่านในทันที

ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2008 เป็นต้นมา สหรัฐ และนาโต้ ต้องทำการเสริมกำลังทหารเข้าใน อัฟกานิสถานเป็นจำนวนถึง 21,000 นาย เพื่อทำการต้านการ โจมตีของตาลิบัน รวมถึง การโจมตีของ บัยตุลลอฮ มาซูด บริเวณพรมแดน ซึ่งในขณะนั้นตาลิบันเริ่มได้เปรียบในการสู้รบ ตามชายแดน ส่งผลให้ สหรัฐ ต้อง เสริมกำลังขึ้นมาในคราวนั้นเพื่อหยุดการต้านทางที่เกิดขึ้น ในดินแดน ที่เป็นพื้นที่ ชายแดน

และสหรัฐ ยังต้องการที่จะ ปลิดชีพท่านหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ประสบความล้มเหลว กองกำลังของท่านได้ควบคุมแนวรบตาม ชายแดนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และ ศัตรูเองก็ไม่สามารถรู้สถานที่พักของท่านว่าอยู่ ส่วนใหนของ บริเวณชายแดน จนในที่สุด ศัตรู ก็ล่วงรู้ และทราบถึงที่พำนักของท่าน ซึ่ง พวกเขา ได้ไช้วิถีสกปรก แบบเดิมๆเหมือนกับที่ทำกับ ผู้นำตาลิบันท่านอื่นๆก็คือ เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2009 ท่านได้เสียชีวิตจากการโจมตี ด้วย อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งได้โจมตีท่าน ในบริเวณพื้นที่ทางตอนไต้ของรัฐ วาซีริสถาน ส่งผลให้ท่านเสียชีวิต และภายหลังจากการเสียชีวิตของ ท่านนั้น ฮากีมุลลา มาซุด ซึ่งเป็นรองผู้นำในตอนนั้นก็ได้ขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งแทนท่านในเวลานั้นเอง

นี่คือเรื่องราวของความกล้าหาญของชายชาตินักรบ ที่เป็นผู้ที่ มีกริยามารยาทที่เรียบร้อย และแข็งแกร่งเป็นที่สุดอีกท่าน ขอพระองค์อัลลอฮโปรดทรงประทานแสงสว่างในกุโบร์ของท่าน อามีร บัยตุลลอฮ มาซูด ด้วยเถิด อามีน...
 
Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง)

ซาย์ฮิด" อับดูรอจิก จันจาลอนีย์ ผู้ก่อตั้ง-ผู้นำคนเเรกของมุจาฮีดีน อาบูซัยยาฟ

 
 
 
 

 
 
 

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ท่านนายพล ชามิล บาซาเยฟ(อับดุลลอฮ ชามิล อบู-อิดริส) อดีด ผู้นำสูงสุด กลุ่ม มุญาฮิดีน เชเชน แห่งสาธารณรัฐ เชเชน(เชสเนีย)

แด่ ท่านนายพล ชามิล บาซาเยฟ(อับดุลลอฮ ชามิล อบู-อิดริส) อดีด ผู้นำสูงสุด กลุ่ม มุญาฮิดีน เชเชน แห่งสาธารณรัฐ เชเชน(เชสเนีย) อดีดผู้บังคับบัญชาการ ที่แสน...ดีของนักรบ มูญาฮิดีนแห่ง เชสเนีย ผู้ลุกขึ้นต่อสู้กับอธรรม ด้วยความกล้าหาญ สหายรักของ อามีรุล มูญาฮิดีน อย่างท่าน อามีร อัลคาฎ็อบ และ อบูอัลวาลิด 7 ปี แห่งการจากไปของท่าน ณ.วันน้ ท่านก็ยังคงอยู่ในหัวใจของพี่น้องชาวเชเชน ผู้รักความถูกต้องและเป็นแรง บรรดาลใจให้กับมูญาฮิดีน ในการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ ผุ้ที่เคยรบเคียงบ่าเคียงใหล่ท่าน มักจะกล่าวว่า มาซาเยฟ คือสุดยอดผู้บังคับบัญชา ที่พวกเขารักมากที่สุด พอๆกับ อามีร อัลคาฎ็อบ และ อบูอัลวาลิด ผู้ซึ่งยอมทิ้งความสบายในโลกดุนยา เพื่ออกมาปกป้อง ประชาชน เชเชน(เชสเนีย)ผู้ที่ยอมละทิ้งทุกอย่างในดุนยา เพื่อเข้ามาอยู่ในป่า และไช้ชีวิตเช่นเดียวกับ มูญาฮิดีน ใต้บังคับบัญชา แม้ท่านจะจากไปแล้ว แต่ยังคงมีคนเรียกขานชื่อท่านตลอดไป และไม่มีใครลืมท่าน

นายพล ชามิล บาซาเยฟ เกิดเมื่อ 14 มกราคม 1965 ในเชสเนีย เมื่อครั้งยังเป็นสหภาพโซเวียด และใด้เสียชีวิต จากการสู้รบด้วยความกล้าหาญ เมือวันที่ 10 กรกฎาคม 2006 โดยท่านอายุใด้ 41 ปี ขอพระองค์อัลลอฮโปรดประทานแสงสว่างให้กูโบร์ของท่าน นายพล ชามิล บาซาเยฟ(อับดุลลอฮ ชามิล อบู-อิดริส) ด้วยเถิด..อามีน ท่านจะอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนตลอดไป

นายพล ชามิล มาซาเยฟ(อับดุลลอฮชามิลอบู - อิดริส) เกิด ในปี 1965 ในหมู่บ้าน ชื่อว่า วีดีโน่ ซึ่งตั้งอยู่ ตะวันออกเฉียงใต้ของ สาธารณรัฐเชชเนีย ท่านเป็น หนึ่งในสามของ ของตระกูลของท่าน พี่ชายของท่าน ชื่อ" ซรีแวน บาซาเยฟ "ซึ่งเป็น ผู้บัญชาการทหารของเมือง บาร์มูตระหว่างสงคราม เชเชน ครั้งแรก ในขณะที่ น้องชายของท่าน วิดิโน บาซาเยฟ ได้รับการ ทุกข์ทรมาน จากสงครามและเสียชีวิตไป

นายพล ชามิล มาซาเยฟ ได้รับการศึกษาและจบ ใน ปี 1987 ที่สถาบัน วิศวกรรม ในมอสโก ท่านเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มของเพื่อนๆ - ด้วยอุปนิสัยที่ดีของท่าน - นายพล ชามิล มาซาเยฟ เข้าร่วมในกองทัพ ของอดีต สหภาพโซเวียต และได้รับ รับราชการทหาร และและได้รับการฝึกให้เรียนรู้อาวุธที่ทันสมัยในช่วงเวลานั้น

เมื่อโซเวียดแตกและรัซเซีย บุกเข้าโจมตีเชสเนีย ท่าน กลายเป็น ผู้นำสูงสุดของ มูญาฮิดีน ในเชสเนีย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ของผู้นำ เชเชน ในยุคนั้น ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ดำเนินการ ขับไล่รัสเซีย ด้วยความกล้าหาญ ชื่อเสียงของ ท่าน นายพล ชามิล มาซาเยฟ เป็นที่รู้จัก ในความแข็งแกร่ง ต่อศัตรู และความอ่อนโยนที่สุดสำหรับชาวบ้าน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คน และเป็นผู้ที่ ประชาชน เชเชน ต่างสรรเสริญท่านว่า วีรบุรุษลูกผู้ชาย

นายพล ชามิล มาซาเยฟ ถูกขนานนามว่า เป็นผู้ที่ มีความเมตตา และความเมตตาของท่าน ก็เป็นที่เลื่องลือและครอบคลุม ทั่วประเทศ หรือ ในระดับภูมิภาค แต่มันก็เป็น ความเมตตา ของพระเจ้า ในชีวิต ของชาวมุสลิม ที่ได้ส่งนายพล ชามิล มาซาเยฟ มาเพพื่อปกป้อง คอเคซัส นายพล ชามิล มาซาเยฟ ก็เป็นผู้นำในการต่อสู้กับ รัสเซียเพื่อยึดคืนดินแดน คาราบาคห์, ในปี 1992 ท่านกลายเป็น ผู้บัญชาการของ หน่วยทหาร ของรัฐบาล และเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยแคว้น อับกาเซีย ในปีเดียวกันเพื่อให้แคว้นดังกล่าวเป็นอิสระจากจอร์เจียร์

ในปี 1994 ไป รัฐ " Khost " อัฟกานิสถาน เป็นเวลาสองเดือน ที่ นายพล ชามิล มาซาเยฟ ได้เข้าไปพบ และหารือกับท่าน เมาลานา ฮัคคานี่ คัซซาและได้ไช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ในการแสวงหาความรู้และนำความรู้ที่ได้จาก อัฟกานิสถาน นำกลับไป พัฒนา ในเรื่องศาสนา ให้ชาวเชสเนีย

ใน ธันวาคม 1994นายพล ชามิล มาซาเยฟ ก็กลายเป็น ผู้บัญชาการ ต่อต้านกองกำลังรัสเซีย ที่เชชเนีย ด้วยความแข้งแกร่งของท่าน ท่าต่อสู้จนกระทั่งปี 1995 และเป็นผู้ บัญชาการ ที่ขับไล่รัซเซีย ด้วยกลยุทธ ในแบบกองโจร จนเป็นที่หวาดกลัวของกองทัพรัสเซีย

ในเดือนเมษายน ปี 1996นายพล ชามิล มาซาเยฟ ท่านได้รับเลือกจากสภาแห่ง คอเคซัสให้เป็น ผู้บัญชาการของ กองกำลังของ ชาวเชเชนติดอาวุธและ ได้ดำเนินการ โจมตีครั้งใหญ่ และเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ การโจมตี ทหารของรัสเซีย ในเมืองหลวง กรอซนีย์และการต่อสู้ ที่กลายเป็นประวัติิศาสตร์ เมื่อนายพล ชามิล มาซาเยฟ ได้นำกองกำลัง มูญาฮิดีน จำนวน สามร้อยคน ต่อสู้กับทหารรัซเซีย ซึ่งมีจำนวนหลายพันคนซึ่ง ครอบครอง ทุกสถานที่ยุทธศาสตร์ และท่านได้ทำการ บดขยี้กองทัพรัสเซีย และสามารถ ยึด เมือง กรอซนีย์ กลับมาได้ด้วยคนเพียงสามร้อยคนเท่านั้น

เมื่อ โจมตี กองทัพรัสเซีย ไปยังพื้นที่ Butlikh Dagestaniใน สิงหาคม 1999 เจ้าชาย คอเคซัส " นาม นายพล ชามิล มาซาเยฟ " " -ผู้ที่เป็นเสาหลักแห่ง เชสเนียท่านยังคงต่อสุ้และขับไล่การรุกรานของกองทัพย์รัซเซียด้วยความกล้าหาญ จนกระทั่งท่านได้เหยียบเอากับระเบิด จนทำให้ขาข้างหนึ่ง ต้องพิการ แต่ท่านกับกล่าวว่า "นี่คือความเมตตา ของพระเจ้าในบททดสอบ ที่ท่านได้รับ จากการเสียขาข้างหนึ่งไป มันคือ บททดสอบที่เราได้รับจากอัลลอฮ

แม้วันนี้จะต้องสู้ด้วยขาที่มีอยู่ข้างเดียวแต่ ข้าพเจ้าก็จะขอสู้ด้วยขา ที่ยังคงเหลืออยู่และไช้มันไปในการ ญิฮาด ในหนทางของอัลลอฮ เพื่อให้เป็นตัวอย่างแด่ บรรดา นักรบ มูญาฮิดีน ที่จะได้รับรู้ว่า การ ญิฮาด แม้จะเหลือ แค่อวัยยวะเดียว หาหยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสู้ จนถึงลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้อัลลอฮทรงพอใจ นี่คือคำกล่าวของท่าน นายพล ชามิล มาซาเยฟ

นี่คือ ความเป็นผู้นำ ที่โดดเด่นและนี่คือ ความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี และ เสียสละนายพล ชามิล มาซาเยฟ คือผู้ที่นำความหวาดกลัวให้กับทหารรัซเซีย และเป็นผู้นำรอยยิ้ม ให้กับประชาชน

#นายพล ชามิล มาซาเยฟ ใด้เสียชีวิตจากการสู้รบด้วยความกล้าหาญเมือวันที่ 10 กรกฎาคม 2006 โดยท่านอายุใด้ 41 ปี ขอพระองค์อัลลอฮโปรดประทานแสงสว่างให้กูโบร์ของท่าน นายพลชามิลบาซาเยฟ (อับดุลลอฮชามิลอบู - อิดริส) ด้วยเถิด .. อามีน ท่านจะอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนตลอดไป

หลังจากการเสียชีวิต ของท่านนั้น สร้างความเสียใจให้กับ ประชาชนแห่ง เชสเนียเป็นอย่างมาก และ ถึงกับ บรรดาผู้หญิงคนชราเด็กๆถึงกับร่ำให้ต่อการจากไปของท่าน.

Arlee Khan Jundullah (แปลและเรียบเรียง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ต่วนกูฮาซัน มูฮำหมัด ดีตีโร


 
 



ต่วนกูฮาซัน มูฮำหมัด ดีตีโร

(Teungku Hasan Muhammad di Tiro)
ผู้ก่อตั้งองค์กร "..ขบวนการอาเจะห์เสรี"

...

ต่วนกูฮาซัน ดีตีโร เกิดเมื่อ 25 กันยายน ปี 1925 ในเมือง ปีดี (Pidie) ของจังหวัด อาเจะห์ ที่ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ต่วนกูฮาซัน เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการอาเจะห์เสรี Gerakan Aceh Merdeka (GAM) ที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเอกราช เเละเสรีภาพของประชาชนมุสลิมชาวอาเจะห์ จากรัฐบาลกลางของอินโดนีเซี




ต่วนกูฮาซันถือว่า ".เป็นผู้ปกครองอาเจะห์" เนื่องจากเป็นลูกสุลตานองค์สุดท้ายของอาเจะห์ "ต่วนกูมูฮัมหมัด จิกสมาน ดีตีโร" ซึ่งเป็นนักปรัชญาเเนวหน้าระดับ "อุลามาอฺ" เเละเป็นหนึ่งใน "..วีรบุรุษของชาติอินโดนีเซีย" ที่ต่อสู้กับชาวดัตช์ในช่วงยุค ปี 1890




ชีวิตช่วงเเรกของ ต่วนกูฮาซัน
ท่านเติบโตมาจากครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชนบก ในหมู่บ้าน ตีโร (Tiro) ของเขตพื้นที่เมือง ปีดี (Pidie) ต่อมาท่านได้มีโอ้กาสเดินทางไปศึกษาที่ เนเธอร์แลนด์ ในช่วงปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซีย จากนั้นท่านได้เข้าศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่นิวยอร์ก ช่วงปี 1953 ท่านประกาศว่าตัวเองเป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ" ของพรรคฝ่ายค้าน ดารุลอิสลาม (ที่กล่ายเป็นกบฏของรัฐบาลกลางอินโดนีเซีย) เพราะเหตุนี้ท่านถูกถอนสิทธิการเป็นพลเมือง ของประเทศอินโดนีเซีย




จุดเริ่มต้นของขบวนการอาเจะห์เสรี
ต่วนกูฮาซัน ได้ก่อตั้งกลุ่มขบวนการอาเจะห์เสรี หลังจากที่ทางรัฐบาลกลางของอินโดนีเซีย "ช่วงยุคสมัยของซูฮาร์ โต ครองอำนาจ" เอารัดเอาเปรียบเเหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยการส่งกองกำลังทหารเเละตำรวจนับหมื่น ประจำการในอาเจะห์ เพื่อควบคุมผลประโยชน์ ซึ่งเป็นสิทธิของประชาชนมุสลิมของชาวอาเจะห์ จึงเป็นเหตุทำให้สงครามประชาชนปะทุขึ้น




ประวัติการต่อสู้ของ ต่วนกูฮาซัน
เมื่อช่วงปี 1976 ต่วนกูฮาซัน ยังมีเดินเข้าออกป่า พร้อมกับกองกำลังที่อยู่ใต้บัญชาการ ที่ต่อสู้เพื่อเเบ่งแยกอาเจะห์ ออกจากอินโดนีเซีย แต่ท่านต่อสู้ในประเทศได้เพียงสามปีเท่านั้น เนื่องจากภายหลังกองทัพอินโดนีเซีย ได้ทำการโจมตีกองกำลังของท่านอย่างหนัก จึงทำให้ต้องออกจากประเทศ ลี้ภัยทางการเมือง จนในที่สุดเข้าปักหลักถาวรที่กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศ สวีเดน

หลังการล้มสลายระบบของซูฮาร์ โต การต่อสู้ใน อาเจะห์ จึงได้รับความสนใจอีกครั้ง ต่อมาเมื่อปี 2005 อาเจะห์ประสบอุทกภัย สึนามิ ขบวนการอาเจะห์เสรีได้ทำข้อตกลงร่วมกันเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลกลางของอินโดนีเซีย เเละประกาศสงบศึกปลดอาวุธยุติการต่อสู้อย่างเป็นทางการ ผ่านข้อตกลง "เฮลซิงกิ" เเล้วหันมาต่อสู้ทางรัฐสภาเเละการเมืองเเทน




ต่อมาหลังจากการเจรจาสันติภาพ
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี 2008 ต่วนกูฮาซัน ดีตีโร ได้เดินทางกลับมายัง บันดาอาเจะห์ หลังจากที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพนานกว่า 30 ปี พร้อมกับปัญหาสุขภาพของท่านที่ไม่คอยสู่ดี ในขณะที่ท่านมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมือง เเละกลับไปยังสวีเดนในสองสัปดาห์ต่อมา


หนึ่งปีให้หลังท่านกลับมาทึ่อาเจะห์อีดครั้ง จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ปี 2010 ที่โรงพยาบาลในบันดา อาเจะห์ หลังที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียมอบสัญชาติ ให้ต่วนกูฮาซัน ดีตีโร ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน



ขอพระองค์อัลลฮ์ทรงโปรดประทาน เเสงสว่างเเด่กูโบร์ของ ต่วนกูฮาซัน ดีตีโรด้วย

เเปล-เรียบเรียโดย; Mizee Mizu

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อัซซาย์ฮิดเชคอบู มูฮำหมัด อัล-ดาฆิสตานีย์

 
 
อัซซาย์ฮิดเชคอบู มูฮำหมัด อัล-ดาฆิสตานีย์
ชื่อจริง Aliashab Alibulatovich Kebekov
อามีรสูงสุดของอิมาร็อต อิสลามมิน คอเคซัส

ท่านเชคอบู มูฮำหมัด เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1972 ในเขตพื้นที่หมู่บ้าน Teletl Shamilsky (Sovyetsky) ภูมิภาคดาเกสถาน เเละเมื่อปี 2000 ท่านได้เดินทางไปยังซีเรีย เพื่อศึกษาทางด้านศาสนาเเละหลักการชารีอะฮ์ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับชารีอะฮ์อิสลาม...

ก่อนหน้าท่านอยู่กลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาค ดาเกสถาน ซึ่งเป็นปีกของอิมาร็อต คอเคซัส ท่านอาบู มูฮำหมัด ถูกเเต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดหลังจากการประชุม มาย์ลิสชูรอ อิมาร็อต อิสลามมิน คอเคซัส เมื่อปี 2010 หลังจากผู้นำคนเก่า Usman Dokka Umarov รับซาย์ฮิดจากการโจมตีของกองทัพรัสเซีย

ในช่วงเวลาที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น qadi ท่านเชคอบู มูฮัมหมัด อ่อนน้อมถ่อมตน และบอกว่าเขาไม่เหมาะสมที่จะรับตั้งเเหน่งผู้นำสูงสุดของ อิมาร็อต คอเคซัส แต่เขาจะต้องทำหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้ง ท่ามกลางความยากลำบากของสถานการณ์ที่สุดเลวร้ายในภูมิภาคของ คอเคซัส

เมื่อช่วงปี 2011-2012 ท่านเชคอบู มูฮำหมัด ได้รวบรวมกำลังพลของอิมาร็อต คอเคซัส ส่งไปยังซีเรียภายใต้นามของ "มูฮาญีรีน วัลอันซ็อรฺ" ที่นำโดยเชคศอลาฮุดดิน อัล-ซีซานีย์ เเละ "ญัยนุด อัซชาย์ม" ที่นำโดยอามีร มุสลิม อัล-ซีซานีย์ เพื่อปลดปล่อยมุสลิมซีเรีย จากระบบของรัฐบาลชีอะห์ ฮาลาวีย์

เเละเมื่อต้นปี 2015 ท่านเชคอบู มูฮำหมัด ได้รับซาย์ฮิดจากการโจมตีของกองทัพรัสเซีย หลังจากที่ยกกำลังทหารเข้าปิดล้อมอย่างหนักในเมือง Buynaksk, lansir VDagestan,

ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงโปรดประทานเเสงสว่าง เเด่กูโบร์ของท่านเชคอบู มูฮำหมัด อัล-ดาฆิสตานีย์ เเละทรงจัดท่านอยู่ในเหล่าซูฮาดา (ซาย์ฮิด) ด้วยเถิด.. อามีน

เเปล-เรียบเรียงโดย; Mizee Mizu

เชค ศอลาฮุดิน อัล-ซิซานีย์ อามีรสูงสุด มูฮาญีรีน วัลอันซ็อรฺ (JMA)





เชค ศอลาฮุดิน อัล-ซิซานีย์ อามีรสูงสุด มูฮาญีรีน วัลอันซ็อรฺ (JMA) "จาก อิมาร็อต อิสลามมิน คอเคซัส" ที่เคลื่อนไหวในซีเรีย เพื่อปลดปล่อยพี่น้องมุสลิมซีเรีย จากการที่ถูกเข่มฆ่าโดยรัฐบาลชีอะห์ ฮาลาวีย์

ครั้งหนึ่งท่านได้สัญญาว่า ท่านจะนำนักรบคอเคซัส ในซีเรียกลับไป ต่อสู้ภายใต้การนำของอามีร (ซาย์ฮิด) เชคอบู มูฮำหมัด อัล-ดาฆิสตานีย์

ท่านเชค ศอลาฮุดดิน กล่าวว่า; โอ้.. เชค (หมายถึง: อามีรอบู มูฮำหมัด)... ท่านรู้ว่า ท่านยังมีนักรบในภูมิภาคนอร์ทคอเคซัส ซีเรีย และประเทศอื่น ๆ และพวกเขาทั้งหมด พร้อมที่จะเดินทางกลับบ้าน (ขยายญิฮาด) และการต่อสู้ภายใต้การนำของท่าน "

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ อิมาร็อต อิสลามมิน คอเคซัส กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่สุดเลวร้าย จนกระทั้งช่วงต้นปีที่ผ่าน (ปี 2015) ท่านเชคอบู มูฮำหมัด อัล-ดาฆิสตานีย์ ได้รับซาย์ฮิด จากการที่ถูกปิดล้อมโจมตีโดยกองทัพรัสเซีย

ในขณะเดี่ยวกันที่ท่านเชค ศอลาฮุดดิน อัล-ซิซานีย์ ยังคงต่อสู้อยู่ใน สมรภูมิชาย์ม (ซีเรีย)

เเปล-เรียบเรียงโดย; Mizee Mizu
ดูเพิ่มเติม

Mujahideen Al-Islam's

อ                                                  
                         



ประธานาธิบดี อลีจา อิเซตเบโกวิค แห่ง บอสเนีย เฮอเซโกวินา มูญาฮิดีน ในคราบประธานาธิบดี

หากจะเอ่ยถึงบรรดาผุ้กล้าและเหล่าวีรบรุษแห่งอิสลามนั้น ในประเทศแถบยุโรปตะวันออก อย่าง บอสเนีย เฮอเซโกวีน่า นั้น ถ้าเอ่ยนามของผุ้กล้าท่านนี้ยอดผู้นำที่ต่อสุ้เพื่อประชาชน มุสลิมในบอสเนีย ผุ้กล้า นักบริหาร นักรบ นักประพััน ต้อง เป็นที่รู้จัก และไม่เคยลืมเลือนท่านอย่างแน่นอน อดีด ประธานาธิบดี อลีจา อิเซตเบโกวิค แห่ง บอสเนีย เฮอเซโกวินา คือยอดวีรบรุษที่ชาวบอสเนียไม่มีวันลืมท่านอย่างแน่นอน ดังนั้น เพื่อความทรงจำที่ดีและบอกกล่าวประวัติความกล้าหาญท่าน เรามีความภูมิใจที่ได้นำเสนอ เรื่องราวของท่านให้เป็นที่จดจำตลอดไป

อลีจา อิเซตเบโกวิค เกิดเมื่อ ปี 1925 สถานที่เกิดและบ้านเกิดของท่าน อยู่ในเมืองที่มีชื่อว่า"บอสซาน่า กรูปา"ซึ่งตั้งอยุ่ทางทิศเหนือของบอสเนีย หรือ ยูโกสลาเวียในยุคนั้น ท่าน เกิดในครอบครัวของ นักเผยแพร่ประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม แห่งคาบสมุทรบอลข่าน เมื่อสมัยที่ท่านยังเด็ก ท่านเป็นคนที่มีความกตัญญูต่อ บิดาและมารดาของท่าน ซึ่ง มารดาของท่านได้รักในความกตัญญูของท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาด ในวัยนั้น การศึกษาของท่านในวัยเด็กท่านได้ไปศึกษาที่ชาญเมือง ซาราเจโว ในโรงเรียนสมัยประถม ท่านเป็นเด็กที่เรียนเก่งและเฉลียวฉลาด ซึ่งในระดับมัทธยมเองท่านก็ได้เรียนจนสามารถจบในระดับมัธยมเมื่อปี 1943และไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ในสาขา กฎหมายสูงสุด และได้จบในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อ ปี 1950 และระดับ ปริญญาโทในสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 1962 และต่อจนได้รับปริญญาเอก เมื่อ ปี 1964 ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านภาษหลายภาษา ทั้ง ภาษาเยอรมัน , ฝรั่งเศส, และภาษาอังกฤษ และท่านมีความรู้ ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี

แต่ถ้าย้อนไป ในยุคแห่งการศึกษาของท่านนั้น กว่าจะจบมาได้ในระดับนี้ท่านต้องผ่านความขมขื่นมามากมาย และผ่านชตากรรม อย่างสุดจะเหลือทน ในบททดสอบ เมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเป็นคนที่ทราบดีถึงชตากรรมของพี่น้องมุสลิม ในยูโกสลาเวีย ซึ่งในยุคนั้นระหว่างศึกษา ท่านได้เข้าร่วมต่อต้าน การปรากฏตัวของ พรรคคอมมิวนิสต์ ที่นำโดย โจเซฟ ตีโต้ ซึ่งท่านและ เพื่อนๆของท่านได้ทำการตั้งกลุ่ม ภราดรภาพมุสลิม ขึ้น เมื่อ ปี 1940 ในขณะยังอยู่ในมัทธยม ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 16 ปี ซึ่ง กลุ่มของท่านได้ทำการต่อต้าน พรรคคอมมิวนิสต์ ที่ทำการ เก็บภาษี ของระบอบการปกครองปราบปราม การต่อต้าน ศาสนาอิสลาม ซึ่งกลุ่มของท่าน ประมาณ 2000 คน ถูกจับและปราบปราม จนในที่สุด ท่านซึ่งในขณะนั้น จบมัทยมแล้ว ต้องถูกจับไปขังโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ถึง 5 ปี นั้นตั้งแต่ ปี 1949-1954 ซึ่ง ปี 1949 เป็นปีสุดท้ายที่ท่านเรียนจบ ท่านก็ถูกขัง แต่ท่านได้รับปริญญา เมื่อ เมื่อ ปี 1950 ในขณะถูกจองจำ ซึ่งท่านถุกปล่อยตัวออกมา หลัง ปี 1954 และไช้ชีวิต ในการศึกษาต่อจนจบ

หลังจากจบการศึกษาและผ่านมรสุมชีวิต ในระหว่างการศึกษานั้น ท่านได้ ทำการเขียนและแต่งหนังสือ ที่เป็นวรสาร ที่มีชื่อว่า"ทัควิน"ซึ่งออก โดยสมาคม นักวิชาการ มุสลิมใน ยูโกสลาเวีย ซึ่งในหนังสือนั้น มีบทความต่างๆที่ท่านได้แต่งขึ้นมาและเขียนโดยการพาดพิง ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งท่านได้เขียนเรื่องราวของความบ้าอำนาจของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งในหนังสือของท่านและบทความของท่าน ในนิตยาสาร ได้ กล่าวถึงความเป็นมาและความเลวทรามของลิทธิคอมมิวนิสต์ มาตั้งแต่ครั้ง ปี 1848 ซึ่งท่านเป็นผุ้เขียนประวัติเหล่านี้ลงในนิตยาสาร จนกระทั่งสร้างความไม่พึงพอใจให้กับ พวกคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น และในที่สุดท่านถุกตัดสินให้จำคุก เมื่อ ปี 1983 เป็นเวลา 10 ปี 5ปี ในการต้องทนทุกทรมาณอยู่ในคุกของพวกคอมมิวนิต์ จนกระทั่งถึงการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสเมื่อ ปี 1989 ท่านจึงถูกปล่อยตัวออกมา หลังจากนั้นเอง ท่านจึงออกมาตั้งพรรคการเมือง และ เมื่อ ยูโกสลาเวีย แตกออกเป็นเสี่ยง เมื่อ ปี 1989 นั้น ปี 1990 ท่านจึงลงเลือกตั้งและกลายเป็นประธานาธิบดี คนแรกของ บอสเนีย เฮอเซโกวินา ในปี 1990 นั่นเอง

แต่แล้วสงครามในบอสเนียจึงเกิดขึ้น การฆ่าล้า่งเผ่าพันธ์ของ เซอร์เบีย และโครแอตซึ่งในสมัยนั้นยังไม่แยกประเทศ ยังคงเป็นบอสเนีย แต่ด้วยความไม่พอใจต่อชาว มุสลิม ที่มีในประเทศจำนวน 63% ของมุสลิม ภายไต้การนำของประธานาธิบดี อลีจา อิเซตเบโกวิค ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ สงครามทั้ง 3 ฝ่ายจึงเริ่มขึ้น ถ่ามกลาง สายตาของมหาอำนาจ ตะวันตกที่ยืนมองด้วยความ เย็นชา ประธานาธิบดี อลีจา อิเซตเบโกวิค ได้ทำการเรียกร้องให้นักรบ มูญาฮิดีน ปรากฏขึ้นบนดินแดนนแห่งนี้ และได้มี นักรบ มูญาฮิดีน จากที่ต่างๆของโลกเข้าร่วมในสงคราม ญิฮาดในครั้งนี้อีกด้วยเพื่อทำการต่อต้านกองทัพคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ ปธน.สโลโบดัน มิโลเซวิซ แ่ห่ง ยูโกสลาเวีย หรือเซอเบีย ซึ่ง
ได้รับการสนับสนุนของชาติตะวันตก อเมริกา และสหประชาชาติ ตลอดระยะเวลา กว่า 10 ปีของการดำรงค์ตำแหน่งตลอดระยะเวลาแห่งการต่อสุ้และวางแผน ท่านเป็นนักวางแผนต่อความสำเร็จในการโจมตีของ มูญาฮิดีน แห่งบอสเนียที่มีต่อศัตรู

อลีจา อิเซตเบโกวิค กล่าวเสมอว่า เสรีภาพแห่งชาว มุสลิมจะต้องอยุ่เหนือกว่า พวกคอมมิวนิสต์การต่อสู้ตลอดระยะะเวลากว่า 10 ปีของการเป็นผุ้นำ ตลอดระยะเวลาแห่งการต่อสุ้ ในเวลาค่ำคืนที่ท่านไม่อาจจะข่มตาหลับได้ การที่ต้องปกป้องประชาชนจากการถุกเข่นฆ่านั้น คือ ความต้องการของยอด ผุ้นำท่านนี้ ท่านไม่อาจทน ดู การกระทำเช่นนี้ได้ ทั้งในสนามรบ และในสนามนานาชาติ ท่านได้ต่อสุ้เพื่อให้มีการหยุดยิงเกิดขึ้น ในบอสเนีย จนกระทั่ง 10 ปี แห่งการต่อสุ้เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้ว ภายไต้ ความโศรกเศร้าของท่านและ ประชาชนต่อความสูญเสียแห่งไฟสงครามในครั้งนี้ ท่านพยายามป,ุกฝังแนวคิดในการต่อสุ้ให้กับผุ้กล้าแห่งบอสเนีย ความขมขื่นที่สุดตลอดระยะเวลา ของการเป็นประธานาธิบดี ในการปกป้องประชาชน ช่วงปี 1990-1996 คือบททดสอบอย่างหนักของท่าน ในการต่อสุ้ของท่านเพื่อปกป้องประชาชนของท่าน จนในที่สุด

สายลมแห่งความหวังได้พัดพาความเศร้าโศกไป จนในที่สุดบั้นปลายชีวิตของนักสู้ผู้กล้าผุ้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานับประการ นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่ ปี 1990-2000 จนในที่สุดชีวิตที่เหลือของท่าน ในวัยอันร่วงโรย นั้น ท่านได้ทิ้งหลายต่อหลายสิ่งไว้ให้ชาวบอสเนียได้จดจำ เรื่องราวแห่งการต่อสุ้ของท่าน ปี 2003 ประธานาธิบดี อลีจา อิเซตเบโกวิค ได้จบชีวิตแห่งการต่อสุ้ลงอย่างสงบ ในกรุง เวอราเจโว เมืองหลวงของบอสเนีย เฮอเซโกวีน่า ด้วยวัย 78 ปี ถ่ามกลางความโศรกเศร้าของชาวมุสลิม ใน บอสเนีย เฮอเซโกวีน่า และชื่อของท่านจะเป็นที่จดจำของชาวบอสเนียและชาวมุสลิมทั่วโลกตลอดไป ...อามีน

ขอพระองค์อัลลอฮดโปรดทรงประทานแสงสว่างให้กูโบร์ของท่าน ประธานาธิบดี อลีจา อิเซตเบโกวิค แห่ง บอสเนีย เฮอเซโกวินา ด้วยเถิด...อามีน
 
Arlee Khan Jundullah แปลและเรียบเรียง